note

China Information

study-china
ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน (People Republic of China) หรือประเทศจีน ถือได้ว่าเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุด ในเอเชีย ทั้งในด้านพื้นที่และประชากร คือ ในด้านเนื้อที่ มีประมาณ 9,326,410 ตารางกิโลเมตร (พื้นที่ประเทศไทย 517,000 ตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่าประเทศไทยประมาณ 18 เท่า) และด้านประชากรมีประมาณ 1.3 พันล้านกว่าคน

จีนประกอบด้วยเทือกเขาสูงร้อยละ 30 ที่ราบสูงร้อยละ 27 เป็นแอ่งและทะเลทรายร้อยละ 17 เนินเขาร้อยละ 8 และที่ราบร้อยละ 13 โดยมีที่ราบที่เหมาะสำหรับทำกสิกรรมเพียงร้อยละ 11

จีนมีพรมแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน 14 ประเทศได้แก่ ทิศเหนือ จรดรัสเซีย มองโกเลีย และเกาหลีเหนือ ทิศใต้ จรดเวียดนาม ลาว พม่า อินเดีย ภูฐานและเนปาล  ทิศตะวันตก จรดปากีสถาน อัฟกานิสถาน เคอร์จิกิสถาน ทาจิกิสถาน และคาซัสถาน

  • ประเทศที่มีประวัติศาสตร์มากกว่า 5,000 ปี
  • ประเทศที่มีประชากรถึง 22 % ของประชากรโลก (1,300 กว่าล้าน)
  • ประเทศที่มีชนกลุ่มน้อยถึง 55 ชนชาติ
  • ประเทศที่มีพื้นที่ใหญ่อันดับ 3 ของโลก (รองจากรัสเซีย และ แคนาดา)
  • ประเทศที่มีพรมแดนติดต่อกับเพื่อนบ้านถึง 14 ประเทศ
  • ประเทศที่มีอัตราเติบโต ทางเศรษฐกิจในระดับสูงอย่างต่อเนื่องยาวนาน (ในปัจจุบันเป็นประเทศที่มีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลก)
  • ประเทศที่เป็นแหล่งอารยธรรมเก่าแก่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง ซึ่งวัฒนธรรมและประเพณีได้เผยแผ่ไปทั่วโลก
  • ประเทศที่ได้ชื่อว่ามีอาหารที่หลากหลายชนิดแห่งหนึ่งของโลก
  • ประเทศที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้แต่อยู่ห่างจากเราแค่ 200 กว่ากิโลเมตรเท่านั้น
ภูมิอากาศ
ด้วยขนาดที่กว้างใหญ่ของประเทศ ทำใ้ห้จีนมีสภาพภูมิอากาศของแต่ละภูมิภาคที่แตกต่างกันมาก ฤดูกาลแยกอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นผลมาจากอิทธิพลของลมมรสุม โดยแบ่งเป็น 4 ฤดู คือ ฤดูร้อน (ราวเดือนมิถุนายน – สิงหาคม) ฤดูใบไม้ร่วง (ราวเดือนกันยายน – พฤศจิกายน) ฤดูหนาว (ราวเดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์) และฤดูใบไม้ผลิ (ราวเดือนมีนาคม – พฤษภาคม)

เขตภาคกลางและตะวันออกเฉียงใต้ อากาศอบอุ่น ค่อนข้างอบอ้าว มีฝนตกชุก ภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศแห้งแล้ง ภาคใต้ อากาศกึ่งเขตร้อน ฝนตกตลอดปี ฤดูร้อนยาวนาน อากาศร้อนอบอ้าว ฤดูหนาวสั้น อากาศเย็นสบาย ภาคตะวันออกเฉียงใต้มักเผชิญพายุใต้ฝุ่นในฤดูฝน ราวเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน

ประชากร
ประชากรในจีนประกอบด้วยชาวฮั่นถึง 91.9 % กระจายอยู่ในพื้นที่ทาง ตะวันออกเป็นส่วนใหญ่   นอกจากนี้ประเทศจีนยังมีชนกลุ่มน้อยถึง 55 ชนชาติโดย เช่น เผ่ามองโกล เผ่าเกาหลี เผ่าทิเบต เผ่าอูเกอ (ชนชาติที่อาศัยอยู่ในซินเกียง) รวมถึงเผ่าไต (อาศัยอยู่ในสิบสองปันนา) ซึ่งมี ประเพณีและวัฒนธรรมคล้ายคนไทย
การเมืองการปกครอง
  • มีเขตการปกครอง 28 มณฑล (Provinces) เช่น มณฑลกวางตุ้ง (Guangdong Sheng) มณฑลซานตง (Shandong Sheng) มณฑลเสฉวน (Sichuan Sheng) รวมทั้งไต้หวัน เป็นต้น
  • มี 5 เขตปกครองตนเอง (Autonomous regions) ได้แก่ มองโกเลียใน (Nei Menggu Zizhiqu) ซินเกียง (Xinjiang Weiwu’erzu Zizhiqu) ธิเบต (Xizhang Zizhiqu) กวางสี (Guangxi Zhuangzu Zizhiqu) และหนิงเซีย (Ningxia Huizu Zizhiqu)
  • มี 4 เทศบาลเมือง (Municipalities) คือ มหานครปักกิ่ง (Beijing Shi) มหานครเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Shi) มหานครเทียนสิน (Tianjin Shi) และมหานครฉงชิ่ง (Chongqing Shi)
  • มี 2 เขตปกครองพิเศษ (Special Administration regions) คือ ฮ่องกง และ มาเก๊า ตามหลักการหนึ่งประเทศสองระบบ

เขตปกครองระดับมณฑลและเขตปกครองตนเองทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐบาลกลาง แต่เนื่องจากเขตปกครองตนเองนั้น ประชากรโดยส่วนมากเป็นชนกลุ่มน้อย จึงได้รับสิทธิในการบริหารงานภายในของตนโดยอยู่ภายใต้กรอบนโยบายของรัฐบาลกลาง รวมทั้งการมีอิสระในการสืบทอดขนบธรรมเนียมประเพณีและภาษาประจำกลุ่ม

เมื่อมีการปกครองท้องถิ่นที่หลากหลายแล้วจะปกครองคนกว่าพันล้านคนอย่างไร การปกครองในจีนตั้งแต่ปี 1949 นั้น ใช้ระบบคอมมิวนิสต์แต่ในด้านเศรษฐกิจได้มีการนำระบบทุนนิยมมาใช้ตามนโยบายของ เติ้งเสี่ยวผิงที่ว่า ” ไม่ว่าแมวจะสีอะไรขอให้จับหนูได้ก็พอ 

ภาษา
มาดูเรื่องของภาษาบ้าง ในอดีตจีนใช้รูปภาพแทนความหมายของสิ่งต่าง ๆ หรือที่เรียกว่า อักษรรูปภาพ ซึ่งตัวอักษรรูปภาพเหล่านี้ได้พัฒนามาเป็นตัวอักษรจีนในปัจจุบัน.

ตัวอักษรจีนในปัจจุบันแบ่งเป็นสองรูปแบบคือ ตัวอักษรอย่างง่าย (Chinese simplify character / Jian Ti Zi) และตัวอักษรดั้งเดิม (Chinese traditional character / Fan Ti Zi) ตัวอักษรอย่างง่ายถูกใช้ในจีนแผ่นดินใหญ่ ส่วนตัวอักษรดั้งเดิมยังถูกใช้ในไต้หวัน ฮ่องกง มาเก๊า เซี่ยงไฮ้และในหมู่ชาวจีนโพ้นทะเลรวมทั้งประเทศไทยในขณะนี้ด้วย

คำถามในใจของหลาย ๆ คนจะเกิดขึ้นทันทีว่าแล้วจะเรียนแบบไหนดีล่ะ ถ้าเป็นไปได้การรู้ทั้งสองแบบจะ เป็นประโยชน์ที่สุด แต่ในปัจจุบันแนวโน้ม ของความนิยมในการใช้ตัวอักษรแบบง่ายนั้นมีมากขึ้นเรื่อย ๆ

ในส่วนของภาษาพูด หลายคนคงสงสัยว่า ไปเรียนเมืองใดภาษาจึงได้มาตรฐานที่สุดด้วยความจริงที่ว่า เมืองจีนมีพื้นที่ขนาดใหญ่มาก และในแต่ละท้องถิ่นต่างมีภาษาหรือสำเนียงพูดเป็นของตนเอง เช่น ลื้ออ้ายขื้อตี่ก๋อ อั๋วอ้ายขื้อตะลัก นี่คือภาษาที่มักจะได้ยินจากคนไทยเชื้อสายจีนซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่นของเมืองซัวเถา (Shantou) ในมณฑลกวางตุ้ง ที่พวกเราคุ้นเคยซึ่งไม่สามารถใช้สื่อสารได้ในพื้นที่อื่น ๆ ของเมืองจีน ดังนั้นรัฐบาลกลางของจีน จึงได้กำหนดภาษาจีนกลาง (Putong Hua) ขึ้นมาเพื่อเป็นภาษากลางสำหรับสื่อสารกันทั่วประเทศ โดยทั่วไปคนทางภาคเหนือของจีนจะพูดภาษาจีนกลางได้ชัดเจนกว่า คนที่อาศัย อยุ่ทางภาคใต้

ดังนั้นถ้าคุณต้องการสื่อสารกับคนทั้งประเทศจีนแล้วก็จำเป็นต้องรู้จักภาษาจีนกลางเพราะเป็นภาษาที่ กลางมาตรฐานและเป็นภาษาราชการที่คนจีนส่วนใหญ่สามารถเข้าใจได้

เงิน
ที่ประเทศจีนจะใช้สกุลเงินเป็น หยวน Yuan หรือ ที่เรียกว่า “เหรินหมินปี้” 人民币 (Ren Min Bi)
ราคาโดยประมาณ 1 หยวน = 5 บาท
ธนบัตรรุ่นปัจจุบันมี 1 หยวน 5 หยวน 10 หยวน 20 หยวน 50 หยวน 100 หยวน

บัตรเอทีเอ็มของจีน มีข้อดีคือ สามารถหาตู้กดได้ง่าย ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเวลากดเงิน (ธนาคารเดียวกัน) ต่างธนาคาร เสียค่าธรรมเนียม3.8หยวน/ครั้ง ซึ่งหากต้องการเปิดบัญชีธนาคารจีน (Bank of China) ทาง ศูนย์บ้านจีน ก็มีบริการดำเนินเรื่องไปยัง Bank of China สาขาประเทศไทย ให้ฟรี

บัตรเอทีเอ็มของไทย กดเงินที่ประเทศจีน จะเสียค่าธรรมเนียมการกด 100 บาทต่อครั้ง โดยหลังบัตรต้องมีสัญลักษณ์ visa, v-first , visa plus เป็นต้น ถึงจะสามารถกดได้ ก่อนเดินทางควรตรวจสอบกับทางธนาคารว่าสามารถนำไปใช้ที่ประเทศจีนได้หรือไม่ หมายเหตุ**โดยค่าธรรมเนียมจะไม่โชว์ในสลิปและไม่สามารถตรวจสอบยอดเงินคงเหลือได้จากตู้เอทีเอ็ม 

** ควรกดเงินก่อนหน้าเทศกาลสำคัญของจีน เนื่องจากมีคนใช้เยอะระบบอาจจะล่มได้ ** วันหยุดยาวประจำปี มีอยู่ 3 วันคือ วันตรุษจีน (ไม่แน่นอน) วันแรงงาน (1พฤษภาคม ตรงกับประเทศไทย) และวันชาติ (1ตุลาคม)

โทรศัพท์
การใช้โทรศัพท์ที่จีน สามารถนำโทรศัพท์จากไทยไปใช้ได้ แต่จะต้องใช้ซิมโทรศัพท์ของประเทศจีน จึงจะสามารถโทรเข้า-ออกได้ ซึ่งจะไม่แนะนำให้พกโทรศัพท์ที่ราคาแพงไปใช้ เนื่องจากสถิติที่ผ่านมา มีการทำมือถือหายค่อนข้างบ่อย และสำหรับมือถือที่มีคุณลักษณะเฉพาะ เช่น BB หรือ I phone ควรศึกษารายละเอียดการใช้บริการก่อนที่จะเดินทาง เนื่องจากโทรศัพท์บางรุ่นไม่สามารถใช้ที่จีนได้

เสื้อผ้า ควรเตรียมเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับสภาพอากาศในช่วงที่เดินทาง

  • เทอมที่ 1 (กันยายน) ช่วงที่เดินทางอากาศสบายๆ สามารถใส่แขนสั้นได้ แต่ในช่วงเดือนพฤศจิกายนจะเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว น้องๆที่ไมได้เตรียมเสื้อกันหนาวไป สามารถไปหาซื้อได้ที่เมืองจีน มีหลากหลายแบบและราคาไม่แพง
  • เทอมที่ 2 (มีนาคม) ช่วงที่เดินทางบางมหาวิทยาลัยจะเดินทางปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งอากาศในช่วงนั้น จะอยู่ในช่วงปลายฤดูหนาว อากาศยังคงหนาวอยู่ โดยเฉพาะเมืองทางเหนือของจีน เช่น ปักกิ่ง ต้าเหลียน ชิงเต่า ฮาร์บิ้น ดังนั้นควรเตรียมเสื้อกันหนาวให้เพียงพอ และเหมาะสมกับสภาพอากาศด้วย

*** รองเท้าแนะนำให้เตรียมรองเท้าผ้าใบไป เนื่องจากที่ประเทศจีน จะเดินค่อนข้างเยอะ

การขอวีซ่า

วีซ่าประเทศจีนมีทั้งหมด 9 ประเภท คือ F, L, Z, X, C, J-1, J-2, G และ D

  1. วีซ่า L (Travel) เป็นวีซ่าท่องเที่ยวมีระยะเวลา 60 วัน สามารถใช้ได้กับการเรียนหลักสูตรระยะสั้นที่ไม่เกิน 12 สัปดาห์
  2. วีซ่า F (Business) เป็นวีซ่าแบบธุรกิจ มีระยะเวลา 90- 180 วัน สามารถใช้ได้กับการเรียนหลักสูตรระยะ 3 เดือน ถึง 1 เทอม
  3. วีซ่า X (Student) เป็นวีซ่าสำหรับนักเรียน สำหรับผู้สมัครเรียน 6 เดือนขึ้นไปใช้กับนักศึกษาหลักสูตรระยะยาว
  4. วีซ่า Z (Working) เป็นวีซ่าสำหรับผู้ที่เดินทางเข้าไปทำงานในเมืองจีน
  5. วีซ่า D (Resident) เป็นวีซ่าสำหรับผู้อยู่อาศัยต่างด้าว
  6. วีซ่า G (Transit) เป็นวีซ่าสำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางผ่านประเทศจีนเพื่อไปต่อยังประเทศอื่น
  7. วีซ่า C (Stewardess) เป็นวีซ่าสำหรับพนักงานของสายการบิน
  8. วีซ่า J-1 (Journalist) เป็นวีซ่าสำหรับผู้สื่อข่าวเป็นเวลาหนึ่งปีขึ้นไป
  9. วีซ่า J-2 (Journalist) เป็นวีซ่าสำหรับผู้ที่มาทำข่าวระยะสั้น

ดังนั้นสำหรับผู้ที่กำลังจะไปศึกษาต่อทั้งระยะสั้นและระยะยาวก็จะเกี่ยวข้องกับการทำวีซ่าประเภท X (สำหรับผู้สมัครเรียน 6 เดือนขึ้นไป) F (สำหรับผู้สมัครเรียนไม่เกิน 6 เดือน) L (สำหรับผู้สมัครเรียนไม่เกิน 12 สัปดาห์) เท่านั้น

วีซ่านักเรียน

  1. หนังสือเดินทางที่มีอายุมากกว่า 6 เดือน นับจากวันที่เดินทาง และ ต้องมีหน้าว่างมากกว่า 2 หน้า
  2. รูปถ่ายหน้าตรงสีหรือขาว-ดำ ขนาด 2 x 2 นิ้ว พื้นหลังสีขาว จำนวน 2 ใบ
  3. ใบคำร้องในการขอวีซ่าที่กรอกข้อมูลครบถ้วนสมบูรณ์
  4. หนังสือตอบรับจากสถาบันการศึกษาในประเทศจีน (Entrance Notice) และ Foreign Student Visa Application Form (JW201 หรือ JW202 ทั้งฉบับจริง และสำเนา 1 ชุด)
  5. สำเนาใบตรวจร่างกาย พร้อมเอกสารตัวจริง (สำหรับผู้ที่สมัครเรียนตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป)
  6. ในกรณีที่นักเรียนหรือผู้ปกครองเปลี่ยนชื่อและนามสกุล ควรนำใบเปลี่ยนชื่อ/ นามสกุลไปแปลเป็นภาษาอังกฤษและประทับรับรองที่กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ พร้อมสำเนา 1 ชุด
  7. ค่าธรรมเนียมขอวีซ่า (อาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาสอบถามที่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย)
    • 4 วันทำการ 1,000 บาท
    • 2-3 วันทำการ 1,800 บาท
    • 1 วันทำการ 2,200 บาท

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมในการยื่นขอวีซ่าสำหรับนักเรียน/นักศึกษา และการยื่นวีซ่า โปรดติดต่อที่

สถานทูตจีน
57 รัชดาภิเษก กรุงเทพ 10310
โทร. 0-2245-0088
E-mail: chinaemb_th@mfa.gov.cn
Website: http://th.chineseembassy.org/eng/

ระบบการศึกษา

จีนเป็นประเทศที่มีประชากรมากถึง 1,320 ล้านคน อีกทั้งยังมีชนกลุ่มน้อยอีกจำนวนมาก มีจำนวนนักเรียนนักศึกษาทั้งประเทศ 320 ล้านคน มีโรงเรียนจำนวน 680,000 โรงเรียน เจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการศึกษาประมาณ 16 ล้านคน ซึ่งนับเป็นจำนวนที่สูงติดอันดับต้นๆ ของโลก ดังนั้นรัฐบาลประเทศจีนจึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนาด้านการศึกษาของประเทศ ระบบการศึกษาของจีนวางแผนโดยรัฐบาลกลาง โดยมีกระทรวงศึกษาธิการจีนเป็นหน่วยงาน หลักที่สำคัญที่สุดในการควบคุมดูแลระบบการศึกษา รับผิดชอบโดยตรงในเรื่องของการบัญญัติ กฎหมาย กำหนดนโยบายและแผนงานด้านการศึกษา ดูแลและวางแผนการพัฒนาระบบการศึกษาจีน ปรับเปลี่ยนนโยบายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการศึกษา ให้เป็นแนวทางเดียว กันทั้งประเทศ การศึกษาภาคบังคับคือการศึกษาในระดับประถมศึกษา 6 ปี และมัธยมศึกษาตอนต้น 3 ปี รวมเป็น 9 ปี รัฐบาลจีนให้ความสำคัญต่อการรับชาวต่างชาติเข้ามาศึกษาในจีนอย่างมาก ถือเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศจีนและประเทศอื่นๆ ปัจจุบันมีนัก เรียนจากประเทศไทยที่กำลังศึกษาอยู่ในประเทศจีนประมาณ 2,500 คน ระบบการศึกษา ประเทศจีนแบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่

1. การศึกษาขั้นพื้นฐาน

การศึกษาขั้นพื้นฐาน หมายถึง การศึกษาในระดับประถมศึกษา (6 ปี) ระดับมัธยมต้นและ
มัธยมปลาย (6 ปี) เนื่องจากการศึกษาระดับประถมศึกษาเป็นการศึกษาภาคบังคับ ดังนั้น
โรงเรียน ประถมโดยทั่วไปจะเป็นโรงเรียนของรัฐโดยจัดให้นักเรียนเข้าเรียนในโรงเรียน ใกล้บ้านรัฐบาลจีนพยายามที่จะพัฒนาให้ประชาชนทั่วประเทศได้รับโอกาสทางการศึกษา
อย่างเท่าเทียมกันในขณะเดียวกันก็พยายามที่จะสร้างศูนย์กลางการศึกษาในเขตพื้นที่ ชนบทการศึกษาระดับมัธยมต้นของจีนมีระยะเวลา 3 ปี

โรงเรียนมัธยมต้นในจีนส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนที่จัดตั้งโดยรัฐบาล เนื่องจากยังเป็นการศึกษาภาคบังคับ หลังจากจบการศึกษาระดับประถมศึกษาแล้ว นักเรียนต้องสอบเข้าเพื่อ ศึกษาต่อในระดับมัธยมต้นโดยโรงเรียนที่จะศึกษาต่อจะกำหนดจากที่อยู่และความต้องการโดยส่วนตัวของนักเรียนเอง การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในจีนแบ่งออกเป็นมัธยม ปลายทั่วไป มัธยมปลายด้านวิชาชีพ และอาชีวศึกษา โดยการศึกษาระดับมัธยมปลายของจีนใช้เวลา 3  ปี และเป็นระดับการศึกษาที่ไม่บังคับ ดังนั้นนักเรียนจะต้องรับผิดชอบค่าเล่าเรียนเอง โรงเรียนมัธยมปลายในจีนส่วนใหญ่จะเป็นโรงเรียนของรัฐ แต่ก็มีบางส่วนที่เป็นโรงเรียน เอกชน ทั้งนี้การเข้าเรียนในระดับมัธยมปลายในจีนจำเป็นต้องสอบเข้า โดยดูจากระดับ คะแนนที่สอบได้

2. การศึกษาด้านวิชาชีพ

การศึกษาด้านวิชาชีพ หมายถึง โรงเรียนด้านวิชาชีพ รวมถึงหลักสูตรอบรมวิชาชีพระยะสั้น ปัจจุบันสถานการณ์การเติบโตของการศึกษาด้านอาชีพมีการเปลี่ยนแปลงคือ การศึกษาด้าน เศรษฐกิจการคลัง พลศึกษา ศิลปกรรม มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ส่วนการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ มีแนวโน้มลดลง

3. การศึกษาระดับอุดมศึกษา

การศึกษาระดับอุดมศึกษา หมายถึง การศึกษาระดับอนุปริญญา ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท รวมถึงการศึกษาระดับปริญญาเอก การศึกษาระดับอุดมศึกษาของจีนมีการพัฒนาอย่างต่อ เนื่อง ภายหลังปี 1981 เป็นต้นมา จีนได้เริ่มจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาตามแบบสากลทั่วไป ที่ชัดเจน โดยแบ่งเป็น 3 ระดับคือ ปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยในจีนมีจำนวนประมาณ 3,000 แห่ง โดย 2 ใน 3 เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ
และ 1 ใน 3 เป็นมหาวิทยาลัยเอกชน การเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยของจีนจำเป็นต้องผ่านการ สอบเข้าศึกษา โดยดูจากระดับคะแนนในการสอบ มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในจีนส่วนใหญ่จะ เป็น มหาวิทยาลัยของรัฐ

4. การศึกษาผู้ใหญ่

การศึกษาผู้ใหญ่ หมายถึง การศึกษาประเภทต่างๆ ที่จัดขึ้นสำหรับผู้ใหญ่และผู้ไม่รู้หนังสือหรือ การศึกษาอื่นที่มีรูปแบบใกล้เคียงกัน การศึกษาผู้ใหญ่ในระดับสูงพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ในปี 1999 มีสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาสำหรับการศึกษาผู้ใหญ่จำนวน 871 แห่ง และยังมีอีก 800 กว่าแห่งที่เปิดการศึกษาทางไปรษณีย์ และการศึกษาภาคค่ำ

ค่าใช้จ่าย

ปัจจัยด้านค่าใช้จ่ายสำหรับการไปศึกษาต่อประเทศจีน เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การไปเรียนต่อ ที่จีนมีความน่าสนใจมาก โดยเมื่อเทียบกับประเทศทางฝั่งตะวันตกแล้ว นับว่าประหยัดและ ค่าใช้จ่าย น้อยกว่ามาก  คือ ค่าใช้จ่ายต่อปีในการไปเรียนต่อที่จีน ประมาณตั้งแต่  200,000 บาทขึ้นไป โดยแตกต่างกันบ้าง สำหรับหลักสูตรทั่วไปกับหลักสูตรที่ใช้อุปกรณ์การเรียนและ ทดลอง นอกจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับที่ตั้งสถาบันนั้นๆ ด้วยว่าอยู่ในมณฑลอะไร เมืองใหญ่ หรือเมือง เล็ก โดยมีสถาบันการศึกษาในระดับปริญญาตรีขึ้นไปที่รับนักศึกษาต่างชาติมากกว่า 465 แห่ง

ตารางแสดงค่าเล่าเรียนโดยประมาณสำหรับนักศึกษาต่างชาติ

 สาขาวิชา          ประเภทนักศึกษา ค่าเทอมโดยทั่วไปประมาณต่อปี (หยวน)
มนุษยศาสตร์, ภาษา, ธุรกิจการค้า, เศรษฐศาสตร์, รัฐศาสตร์ ปริญญาตรี, technical student, นักศึกษาด้านภาษา, นักศึกษาแลกเปลี่ยนปกติ 14,000 – 26,000 RMB
ปริญญาโท, นักศึกษาแลกเปลี่ยนพิเศษ 18,000 – 30,000 RMB
ปริญญาเอก 22,000 – 34,000 RMB
นักศึกษาระยะสั้น (1 เดือน) 3000 – 4800 RMB
วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี และ เกษตรกรรม ปริญญาตรี, technical student, นักศึกษาด้านภาษา, นักศึกษาแลกเปลี่ยนปกติ 15,400 RMB – 33,800 RMB
ปริญญาโท, นักศึกษาแลกเปลี่ยนพิเศษ 19,800 RMB – 39,000 RMB
ปริญญาเอก 24,200 RMB – 44,200 RMB
นักศึกษาระยะสั้น (1 เดือน) 3300 RMB – 6240 RMB
แพทย์ศาสตร์, พลศึกษา, ศิลปะ ปริญญาตรี, technical student, นักศึกษาด้านภาษา, นักศึกษาแลกเปลี่ยนปกติ 21,000 RMB – 52,000 RMB
ปริญญาโท, นักศึกษาแลกเปลี่ยนพิเศษ 27,000 RMB – 60,000 RMB
ปริญญาเอก 33,000 RMB – 68,000 RMB
นักศึกษาระยะสั้น (1 เดือน) 4500 RMB – 9600 RMB

 

ตารางแสดงค่าใช้จ่ายประจำวันโดยประมาณ

ค่าสมัคร 400-800 หยวน  
ค่าที่พัก โดยทั่วไป สำหรับห้องคู่ ห้องน้ำรวม ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีโทรทัศน์ ประมาณ 12-32หยวน ต่อวัน หรือจ่าย 2 เท่า ถ้าจะอยู่คนเดียว  หรือถ้าสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น  เมืองใหญ่ขึ้น หรือเป็นห้องเดี่ยว จะเพิ่มกว่านี้ โดยทั่วไปโดยเฉลี่ยไม่ควรเกิน 80 หยวนต่อวัน
ค่าอุปกรณ์การเรียนการสอน ประมาณ 240-400 หยวน สำหรับหลักสูตรด้านภาษา  และสูงกว่านี้เล็กน้อยสำหรับหลักสูตรอื่นๆ
ค่าอาหาร ประมาณ 350-500 หยวนต่อเดือนแบบโรงอาหารสำหรับนักศึกษาต่างชาติ และสำหรับนักศึกษาจีน จะเท่ากับ 300 หยวนต่อเดือน
ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ค่าอาหารอื่นๆ , ค่าทำประกันสุขภาพ , ค่ารักษาพยาบาลในสถาบัน, อุปกรณ์การเรียนการสอนอื่นๆ, อุปกรณ์การทดลอง , การฝึกงาน , การเรียนภาคสนาม  และอื่นๆ  ที่ไม่ได้รวมอยู่ในหลักสูตรซึ่งนักศึกษาต้องรับผิดชอบเอง

1 หยวน เท่ากับประมาณ  5 บาท