note

UK Information

study-uk
สหราชอาณาจักร (United Kingdom หรือ Great Britain) ประกอบไปด้วยประเทศอังกฤษ (England) สกอตแลนด์ (Scotland) เวลส์ (Wales) และไอแลนด์เหนือ (North Ireland) อังกฤษมีพรมแดนติดต่อกับพื้นที่ต่างๆ ดังนี้ ทางตอนเหนือติดกับสกอตแลนด์ ทางตะวันตกติดกับเวลส์ และทางด้านที่เหลือติดกับทะเลเหนือ (North Sea), ทะเลไอริช (Irish Sea), ทะเลเซลติก (Celtic Sea), ช่องแคบบริสทอล (Bristol Channel) และช่องแคบอังกฤษ (English Channel) เมืองหลวงของอังกฤษคือ ลอนดอน (London) ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของอังกฤษ และใหญ่ที่สุดของทวีปยุโรป
เมืองหลวง 
ประเทศอังกฤษ London
ประเทศสก็อตแลนด์ Edinburgh
ประเทศเวลส์ Cardiff
แคว้นไอร์แลนด์เหนือ   Belfast
เมืองสำคัญ
London เมืองหลวงที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ เป็นเมืองหลวงของสหราชอาณาจักร มีแม่น้ำที่สำคัญไหลผ่านกลางเมืองคือ แม่น้ำเธมส์ (Thames River) ทำให้เมืองลอนดอนถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ตอนเหนือ และตอนใต้ นอกเหนือจากนั้นยังเป็นศูนย์รวมวัฒนธรรม ประเพณีในรูปแบบที่เคร่งครัด และมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจต่าง ๆ เช่น House of Parliament, Big Ben, Trafalgar Square Buckingham Palace, The London Eye ยังมีแหล่งบันเทิงและชีวิตยามค่ำคืนที่ย่านโซโห และยังเป็นแหล่งศูนย์รวมของการช้อปปิ้งชั้นนำ เช่น ห้างHarrods, Mark&Spenser อีกด้วย

Cambridge ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของกรุงลอนดอน เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงทางด้านสถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ และการศึกษาแรกเริ่ม เป็นเมืองที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เป็นศูนย์กลางทางด้านวัฒนธรรม มีพิพิธภัณฑ์หลายแห่ง

Oxford เป็นศูนย์กลางการเรียนการสอน เป็นเมืองเกี่ยวข้องกับศาสนา ตั้งอยู่ห่างจากกรุงลอนดอนทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 80 กิโลเมตร เป็นเมืองที่แวดล้อมด้วยทุ่งกว้างใหญ่ ทิวเขาและมีแม่น้ำเทมส์ไหลผ่าน ภายในเมืองมีสถาปัตยกรรมที่งดงามตามแบบฉบับอังกฤษหลายแห่ง มีพิพิธภัณฑ์และหอศิลปกรรม

Canterbury เป็นเมืองที่สวยงาม มีโบสถ์ที่มีความสำคัญและเก่าแก่ที่สุดของอังกฤษ ภายในเมืองมีศูนย์การค้าที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ไม่ไกลจากกรุงลอนดอนไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 95 กิโลเมตร

Bristol เป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์ อยู่ห่างจากกรุงลอนดอนไปทางทิศตะวันตกประมาณ 190 กิโลเมตร เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเขตตะวันตกของประเทศอังกฤษ มีสะพานแขวนที่สวยงามชื่อ บรูเนล

Bournemouth เป็นเมืองชายทะเลที่มีชื่อเสียง ใช้เวลาเดินทางจากกรุงลอนดอนทางรถไฟประมาณ 2 ชั่วโมง มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย เป็นเมืองที่มีทิวทัศน์งดงามและปราศจากมลพิษ

Bath เป็นเมืองตากอากาศที่สวยที่สุดเมืองหนึ่งของประเทศ ที่มีมาตั้งแต่อาณาจักรโรมันโบราณ ตั้งอยู่ในทุ่งหญ้าเอวอนที่เขียวชอุ่มมีบ่อน้ำพุร้อนสำหรับอาบน้ำแร่ เป็นเมืองประวัติศาสตร์ อยู่ห่างจากกรุงลอนดอนประมาณ 160 กิโลเมตร

Birmingham เป็นเมืองที่แวดล้อมไปด้วยประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอังกฤษ มีหมู่บ้านที่สวยงามเหมือนภาพวาด เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในการผลิตเครื่องดื่มและอาหาร เช่น ช็อคโกแลตยี่ห้อ Cadbury อีกทั้งเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง 2 แห่งคือ มหาวิทยาลัยเบอร์มิ่งแฮม และมหาวิทยาลัยแอสทั่น

Manchester เมืองนี้ตั้งอยู่ใจกลางของประเทศทางตอนเหนือ เป็นเมืองอุตสาหกรรมใหญ่ เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงมากเกี่ยวกับวิวัฒนาการทางดนตรี และการละครของประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ตั้งของทีมฟุตบอลที่ชาวไทยรู้จักดี คือ ทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

Brighton & Hove เมืองสองเมืองนี้ เป็นเมืองพักตากอากาศขนาดกลาง ตั้งอยู่ทางชายฝั่งทางตอนใต้ของลอนดอน เป็นเมืองที่รวบรวมวัฒนธรรม และแหล่งบันเทิงต่างๆ เอาไว้ด้วยกัน และเป็นสถานที่ซึ่งชาวอังกฤษใช้เป็นสถานที่พักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์

ประชากร
ประชากรของสหราชอาณาจักร มีประมาณ 63.8 ล้านคน โดยกระจายตามส่วนต่างๆ ของประเทศ ประชากรทั้งประเทศพูดภาษาอังกฤษ แต่อาจจะมีสำเนียงแตกต่างกันไปตามแต่ละภูมิภาค
การเมืองการปกครอง
ระบบการปกครองของสหราชอาณาจักรปกครองแบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีพระบรมราชินีนาถ อลิซาเบธที่ 2 (Queen Elizebeth II) เป็นประมุขของประเทศ
สภาพภูมิอากาศและฤดูกาล
สหราชอาณาจักรจัดอยู่ในประเภทค่อนข้างหนาวและมีความชื้นสูง เนื่องจากเป็นเกาะที่มีกระแสน้ำอุ่นและน้ำเย็น ไหลผ่าน ทำให้เกิดหมอกปกคลุมบางบริเวณอย่างหนาแน่น อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุดในเดือนมกราคมซึ่งเป็นฤดูหนาว 2-4 องศาเซลเซียส และสูงสุดฤดูร้อน 18-22 องศาเซลเซียส กล่าวโดยรวมได้ว่าประเทศสหราชอาณาจักรมีฤดูกาลทั้งหมด 4 ฤดูคือ

ฤดู ช่วงเดือน หมายเหตุ
ฤดูใบไม้ผลิ  มีนาคม-พฤษภาคม อากาศจะเปลี่ยนแปลง
ฤดูร้อน  มิถุนายน – สิงหาคม อากาศส่วนใหญ่จะอบอุ่นและแสงแดดจัดจ้า
ฤดูใบไม้ร่วง  กันยายน – พฤศจิกายน อากาศจะเย็นขึ้นเรื่อย ๆ ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีสวยงามและร่วงหล่น
ฤดูหนาว  ธันวาคม-กุมภาพันธ์ อากาศช่วงนี้จะหนาวมากที่สุด มีหิมะตกในบางพื้นที่  กลางคืนจะยาวกว่ากลางวันและมืดเร็วกว่า  ปกติ
เวลา
สหราชอาณาจักรเป็นที่ตั้งของเส้นแบ่งเขตเวลาโลก GMT+0 /+1 (Summer Time) จึงมีเวลาที่ช้ากว่าประเทศไทย 6 – 7 ชั่วโมง
Public Holidays in England and Wales in 2014
 New Year’s Day  January 1
 Good Friday  April 18
 Easter Monday  April 21
 Early May Bank Holiday   May 5
 Spring Bank Holiday  May 26
 Summer Bank Holiday  August 25
 Christmas Day  December 25
 Boxing Day  December 26 
ระบบเงินตราและอัตราการแลกเปลี่ยน
สหราชอาณาจักรใช้สกุลเงินปอนด์ (Pound) เป็นหน่วยเงินประจำประเทศ และเป็นประเทศที่มีอัตราแลกเปลี่ยนที่สูงที่สุดในโลกอีกด้วย สกุลเงินแบ่งออกเป็นธนบัตรทั้งหมด 4 ชนิด คือ ธนบัตรใบละ 5, 10, 20 และ 50 ส่วนเหรียญแบ่งออกเป็น 8 ชนิด คือ 2 และ 1 ปอนด์และ 50, 20, 10, 5 และ 1 เพนนี (ค่าเงินโดยประมาณ 50 บาท/1 ปอนด์)
ไฟฟ้า
ระบบไฟฟ้าที่ใช้ในประเทศ คือ ระบบ 240 V. AC 50 Hz เหมือนในประเทศไทย แต่จะใช้ปลั๊กไฟ 3 ขา ซึ่งต่างจากบ้านเราหากต้องการนำอุปกรณ์ไฟฟ้าไปด้วย ควรจะเตรียมปลั๊กไฟฟ้า 3 ขาไปด้วยหรืออาจจะไปหาซื้อที่นั่นก็ได้
ประปา
การประปาของสหราชอาชอาณาจักรมีระบบการทำน้ำประปาที่สะอาดมากซึ่งเราสามารถดื่มน้ำจากก๊อกน้ำตามบ้านหรือสาธารณะโดยไม่ต้องผ่านการกรองได้
การติดต่อสื่อสาร
ระบบโทรศัพท์  โทรศัพท์บ้าน(Land Line) และระบบอินเตอร์เน็ตของอังกฤษอยู่ในความดูแลของบริษัท BT Group plc เรียกย่อว่า BT หรือ British Telecom ส่วน โทรศัพท์มือถือมีผู้ประกอบการในหลายเครือข่ายเช่น บริษัท VodaphoneOrangeO2T-Mobile เป็นต้น

การโทรกลับเมืองไทย  ประเทศไทย มีรหัสโทรศัพท์ของประเทศ คือ 66 มีรหัสเมืองต่างๆ ในประเทศ (เช่น กรุงเทพมหานคร คือ 2) ดังนั้นถ้าต้องการโทรศัพท์กลับบ้านที่กรุงเทพฯ ก็ต้องหมุน 00 (หรือ +) 66 2 (เบอร์บ้าน) หรือหมุน 00 66 8 (เบอร์มือถือ)

ตัวอย่าง สมมติว่า เบอร์บ้าน 02 123 4567 ก็ต้องกด 00 66 2 123 4567 หรือกด +66 2 123 4567 แต่ถ้าโทรเข้ามือถือ สมมุติว่าเบอร์มือถือ 081 234 5678 ต้องกด 00 66 81 234 5678  หรือกด +66 81 234 5678

ปัจจุบัน การโทรศัพท์กลับไปประเทศไทยทำได้อย่างสะดวกและราคาถูกมาก โดยทั่วไปอัตราค่าโทรศัพท์กลับประเทศไทยจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณนาทีละ 5 เพนซ์ (2.50 บาท) และมีหลายวิธี อาทิ

  1. การเลือกซื้อ Sim Card ของบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือข้างต้น ที่เหมาะสำหรับโทรไปต่างประเทศได้ในราคาถูกเมื่อเปรียบเทียบราคากับบริษัทอื่น ยกตัวอย่างแพ็คเกจเติมเงินจากบริษัท Talk Mobile
    ชื่อแพ็คแกตของซิมคาร์ด Talk Mobile – Globetalker Package
    ค่าโทรระหว่างประเทศ 4p/นาที (โทรศัพท์บ้าน)
    ค่าโทรระหว่างประเทศ 6p/นาที (โทรศัพท์มือถือ)
    เติมเงิน (Top up) ครั้งแรก £10 (ค่าโทร10p/นาที  สำหรับค่าโทรระหว่างประเทศ ทั้งโทรเข้าบ้าน มือถือ และส่งข้อความ)
    เติมเงิน (Top up) ครั้งที่สองและครั้งต่อๆไป จะได้โบนัสพิเศษดังนี้(ใช้ได้30 วัน) เติมเงิน £10 โทรระหว่างประเทศได้ฟรี 50 นาที
    เติมเงิน £15 โทรระหว่างประเทศได้ฟรี 100 นาที
    เติมเงิน £20 โทรระหว่างประเทศได้ฟรี 200 นาที
    เติมเงิน £30 โทรระหว่างประเทศได้ฟรี 300 นาที
    เติมเงิน £40 โทรระหว่างประเทศได้ฟรี 400 นาที
    เติมเงิน £50 โทรระหว่างประเทศได้ฟรี 500 นาที
    ค่าโทรในประเทศ 20p/นาที (ถ้าโทรนอกเครือข่าย),10p/นาที (โทรกับเครือข่าย talkmobile ด้วยกัน)
    ค่าส่งข้อความ 10p/นาที (ถ้าโทรนอกเครือข่าย),5p/นาที (โทรกับ talkmobile ด้วยกัน)
    ฝากข้อความเสียง 2p/นาที

    นักเรียนสามารถซื้อบัตรเติมเงินจากร้านค้าต่างๆ เช่นร้านขายหนังสือพิมพ์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือ ร้านขายโทรศัพท์ โดยอาจพูดว่า “(Excuse me), May I have the ‘talk mobile’ top-up voucher for … pounds, please? คนขายก็จะพิมพ์กระดาษเล็กๆ ออกมาเป็นกระดาษใบเสร็จที่มีตัวเลข top-up number อยู่ในกระดาษแผ่นนั้น สำหรับ Talk Mobile ถ้าต้องการเติมเงิน ให้โทร 5888 จะมีเสียงตอบรับอัตโนมัติ และมีประโยคที่แจ้งว่ามีเครติดอยู่เท่าไหร่ พูดว่า “your current balance is XX pounds XX pence” กดเลือก 1 เมื่อเทปพูดว่า “to top-up press one” ต่อจากนั้น กด 2 เมื่อเทปพูดว่า “to top-up with your voucher press two” และเทปจะบอกให้กดหมายเลข top-up number โดยกดซึ่งเป็นเลข 12 หลัก อยู่กลางแผ่นกระดาษ voucher (ถ้ากดเลขผิดสามารถกดเลขใหม่ได้ โดยกด*) และกดเลข 12 หลักใหม่ จากนั้นอาจต้องกดเครื่องหมาย # เมื่อสิ้นสุดการกดตัวเลข และเมื่อเติมเงินเสร็จกดวางหูโทรศัพท์

  2. การโทรไปที่หมายเลข 084 44 625 625 และรอเสียงสัญญาณคำสั่งอัตโนมัติ เพื่อโทรไปเบอร์บ้าน ที่เมืองไทย 00 66 2 (เบอร์บ้าน) ตามด้วยเครื่องหมาย # หรือโทรเข้าเบอร์ 084 44 629 629 รอสัญญาณเสียงคำสั่งก่อน แล้วตามด้วยการต่อหมายเลข 00 66 8 (เบอร์มือถือ) เพื่อโทรเข้าเบอร์มือถือของเมืองไทย หรือโทรเข้าเบอร์ 084 48 615 615 หรือ 084 48 616 060
  3. การโทรโดยการซื้อ (Phone Card) เพื่อโทรตามรหัสต่างๆ ที่กำหนด ซึ่งจะทำให้สามารถโทรกลับเมืองไทยได้ในราคาถูก
  4. การโทรแบบเก็บเงินปลายทาง (Collect Call) โดย กด 0800 8900 66 โดยจะมีพนักงานรับสายเป็นคนไทย และจะต่อสายไปยังเบอร์โทรศัพท์ที่นักเรียนต้องการโดยเก็บเงินปลายทาง (ค่าต่อ 100 บาท ค่าโทรนาทีละ 18 บาท)อย่างไรก็ตาม ในการใช้โทรศัพท์วิธีต่างๆ ข้างต้น จะดูเหมือนว่ามีราคาถูก แต่ก็ควรสอบถามให้แน่ใจว่า ไม่มีค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ต้องเสียค่าโทรเป็นรายนาทีให้แก่บริษัทโทรศัพท์มือถือของนักเรียน หรือจากโทรศัพท์บ้านในการต่อสายไปถึงเบอร์โทรที่ให้บริการโทรทางไกลราคาถูกข้างต้น ซึ่งหากมีค่าใช้จ่ายแฝงดังกล่าว ค่าโทรศัพท์ก็อาจแพงกว่าการโทรไปโดยตรง จึงโปรดตรวจสอบและให้ความระมัดระวังในเรื่องนี้ด้วย

การติดต่อสื่อสารผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์   การติดต่อกลับบ้านนอกจากการโทรศัพท์แล้ว การใช้โปรแกรมสื่อสารทางเครือข่าย Network ต่างๆ จากคอมพิวเตอร์ เช่น Skype,MSNAdium (Mac) ก็จะสามารถทำให้นักเรียนสามารถติดต่อสนทนากับทางบ้านที่เมืองไทยได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

หมายเลขโทรศัพท์ที่สำคัญ
ฉุกเฉิน: 999
โอเปอเรเตอร์ภาษาอังกฤษ: 100
โอเปอเรเตอร์ภาษาต่างชาติ: 155
ข้อมูลสมุดรายนาม: 192

ศูนย์ข้อมูลการท่องเที่ยว
การท่องเที่ยวแห่งสหราชอาณาจักร: 020 7808 3810
การท่องเที่ยวลอนดอน: 020 7932 2000

ร้านค้า
ร้านค้าส่วนใหญ่เปิดให้บริการทุกวันจันทร์ – วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 9.00 – 17.30 น. สำหรับบางห้างอาจเปิดให้บริการในวันอาทิตย์ด้วย
การประกันสุขภาพและอุบัติเหตุ
นักศึกษาต่างชาติควรทำประกันสุขภาพและอุบัติเหตุในขณะศึกษาต่อในสหราชอาณาจักร เพราะค่ารักษา พยาบาลค่อนข้างสูงสำหรับนักศึกษาที่ลงทะเบียน เรียนเกินกว่า 6 เดือน จะได้รับสิทธิในการขอใช้บริการรักษาสุขภาพฟรีของโครงการบริการสาธารณสุขแห่งชาติ NHS (National Health Service) ซึ่งเป็นระบบการรักษาพยาบาลฟรีของสหราชอาณาจักร ซึ่งจะให้บริการฟรีเฉพาะการตรวจรักษาพยาบาลเบื้องต้น เช่น ปวดหัว ปวดหลัง โดยไม่รวมการเจ็บป่วยที่ต้องรับการผ่าตัด  หากนักศึกษาคนใดลงทะเบียนเรียนน้อยกว่า 6 เดือนก็ควรทำประกันสุขภาพที่เมืองไทยหรือซื้อประกันสุขภาพที่นั่นก็ได้
สถาบันการศึกษาที่ UK
ehwlc_logo

“EHWLC – More than a college” มากกว่าหลักสูตรเรียนภาษาแบบธรรมดา เหนือกว่าด้วยประสบการณ์สู่งานในอนาคต

South-Thames-College

South Thames College Incorporating Merton College

การยื่นแบบคำร้องขอวีซ่า

(England, Northern Ireland, Scotland, Wales)
การขอวีซ่าเพื่อศึกษาต่อในสหราชอาณาจักร (Tier 4 Point Base System)
สำหรับข้อมูลโดยละเอียดสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

http://www.ukba.homeoffice.gov.uk/sitecontent/applicationforms/pbs/Tier4migrantguidance.pdf

  • ขั้นตอนที่ 1  ATAS Certificate  

    สำหรับนักเรียนในบางหลักสูตร จะต้องใช้ ATAS Certificate เพื่อใช้ประกอบการยื่นขอวีซ่า: ตรวจสอบหลักสูตรที่ตองใช้ ATAS Certificate ในการสมัครวีซ่า การขอ ATAS Certificate จะใช้เวลาโดยประมาณ 20 วันในการดำเนินการ***เอกสารที่ใช้ยื่นต้องเป็นตัวจริงและเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ถ้าเอกสารเป็นภาษาอื่นต้องได้รับการแปลจากผู้แปลที่ได้รับการรับรองจากสถานทูตอังกฤษ และเอกสารทุกอย่างต้องทำการถ่ายสำเนาไว้ด้วย 

  • ขั้นตอนที่ 2 IOM (ตรวจวัณโรค)  

    นักเรียนควรจะตรวจล่วงหน้าประมาณอย่างต่ำ 3 เดือนก่อนสมัครวีซ่า โดยจะต้องทำการสมัคร online เพื่อสำรอง วันและเวลาที่ โดยสามารถสำรองได้ที่เว็ปไซต์ https://register-uktb.iom.int/uktbdp-register/login.jsp ***การตรวจวัณโรค (สำหรับผู้ยื่นคำร้องขอวีซ่าทุกประเภทในประเทศไทยที่ประสงค์จะพำนักในสหราชอาณาจักร นานกว่า 6 เดือน) ตรวจสอบขั้นตอนโดยละเอียดได้ที่ เว็บไซต์ http://th.iom.int/

    • ที่อยู่: อาคารเกษมกิจ ชั้น 8 ถนนสีลม บางรัก กรุงเทพฯ 10500 แผนที่สถานที่ตั้ง 
    • โทรศัพท์: 02 234 7950-5เวลาทำการ: วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8:00 – 17:00 น.
    • หมายเหตุ: กรุณาติดต่อเพื่อนัดหมายล่วงหน้าประมาณ 2-3 วัน ตามเวลาทำการข้างต้น
    • หลังจากลงทะเบียนกับ IOM นักเรียนสามารถเลือกไปรับการเอกซเรย์ปอดได้ที่โรงพยาบาลพญาไท 2 หรือ โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน(จากตึกเกษมกิจ สามารถเดินมาที่โรงพยาบาลได้) 
    • เอกสารที่ผู้สมัครต้องนำมายื่นในการตรวจ IOM การนัดหมายเพื่อรบการตรวจเชื้อวัณโรคที่ IOM (International Organization for Migration)

1.  หนังสือเดินทางตัวจริงที่จะใช้ในการเดินทาง

2.  บัตรประชาชนตัวจริง พร้อมสำเนา 1 ชุด

3.  รูปถ่ายหน้าตรง 2 รูป ขนาด 45x 35 มิลลิเมตร (อายุไม่เกิน 6 เดือน)

4.  ใบรับรองการตั้งครรภ์หรอสมุดฝากครรภ์ สำหัรบผู้ที่ตั้งครรภ์

5.  ค่าใช้จ่ายในการตรวจ 3,300 บาท (สามพันสามร้อยบาทถ้วน) ต่อคน ทั้งนี้ จะต้องชำระเป็นเงินสดที่ IOM เมื่อลงทะเบียนก่อนจะรับการตรวจ

    • ขั้นตอนการตรวจ IOM

1.  ทำ online registration ผ่านเว็ปไซต์ของ IOM ประเทศไทย

2.  เดินทางไปที่ อาคารเกษมกิจ ชั้น 8 ถนนสีลม บางรัก กรงเทพฯ 10500 โดยขั้น BTS ไปลงที่สถานศาลาแดง ประตู 3 สังเกตุตรงตึก CP จะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับอาคารเกษมกจ (ตึกสีดำๆ) สถานที่ตรวจ IOM จะอยู่ที่ชั้น 8

3.  ทำการลงทะเบียนกับเจ้าหน้าที่ IOM ทางเจ้าหน้าที่จะให้เอกสารมากรอกและรอเรียกตามคิว ให้อ่านใบ Consent และเซ็นต์ชื่อรับรองตรวจสอบชื่อ นามสกุล หมายเลขพาสพอร์ต ให้ถูกต้อง

4.  เลือกโรงพยาบาลที่จะไปตรวจมี 2 โรงพยาบาลให้เลือกคือ พญาไท 2 กับ กรุงเทพคริสเตียน (แนะนำโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน เพราะตั้งอยู่ห่าวงจากอาคารเกษมกิจเพียง 200 เมตร ซึ่งสามารถเดินได้ ไม่ต้องขึ้น BTS)

5.  ไปตรวจสุขภาพตามโรงพยาบาลทเลือกไว้ รอรับฟิลม์ X-Ray (ห้ามแกะซองออกเด็ดขาดเพราะจะทำให้ฟิลม์เสียและใช้ไม่ได้)

6.  นำฟิลม์ X-Ray กลับมาที่ IOM ให้เจ้าหน้าที่เพื่อให้คุณหมอตรวจดฟิลม์เอกซ์เรย์

7.  ถ้าปอดไม่มีปัญหาทางเจ้าหน้าที่จะออกใบรับรองให้ ชื่อว่า IOM Medical Certificate

8.  ถ้าปอดมีปัญหาต้องไปตรวจเสมหะต่อที่กองควบคุมวัณโรค ถนนเจริญกรุง 85 ขั้นตอนนี้อาจจะใช้เวลานานถึง 3 เดือน แต่หากไม่พบกองควบคมวัณโรคจะส่งผลไปให้ทาง IOM และจะนัดให้ไปฟังผลถ้าไม่มีปัญหา ทางเจ้าหน้าที่จะออกใบรับรองให้

  • ขั้นตอนที่ 3 สมัครวีซ่าที่ศูนย์ยื่นคำร้องขอวีซ่าของสหราชอาณาจักร  
    • ที่อยู่:  The Trendy Office Building , 28th Floor, Sukhumbvit Soi 13, Klongtoey-Nua, Wattana, Bangkok 10110 สถานที่ตั้ง
    • โทรศัพท์: 02 800 8050เวลาทำการ: วันจันทร์ – วันศุกร์ยื่นคำขอ: 08.30 – 15.00 น.รับหนังสือเดินทางคืน: 15.00 – 16.30 น.
    • ขั้นตอนการยื่นวีซ่า ดังนี้  

1.  กรอกใบสมัคร Online ให้เสร็จสมบูรณ์ และชำระค่า VISA application ผ่านระบบออนไลน์เมื่อกรอกวีซ่า Application เสร็จแล้ว จะชำระเป็นเงิน US Dollar ผ่านบัตรเครดิตหรือเดบิต

2.  ใบ PBS Appendix 8 General Student self assessment form ที่กรอกเสร็จสมบูรณ์

3.  หนังสือเดินทางที่ยังมีอายุใช้งานครอบคลุมระยะเวลาที่ต้องการจะขอวีซ่าที่มีหน้าว่างอย่างต่ำ  1 หน้า พร้อมสำเนาหน้าแรก 2 ชุด และสำเนาทุกหน้าที่มีประทับตราเข้า-ออกเมือง 1 ชุด

5.  สำเนาบัตรประชาชน 1 ชุด

6.  หนังสือเดินทางฉบับเดิม (ถ้ามu) 1 ชุด

7.  ภาพถ่ายจำนวน 1 ใบ ตรวจสอบมาตรฐานรูปถ่าย (35 x 45 มิลลิเมตร)

8.  CAS Statement เพื่อใช้ในการสมัครวีซ่า (มหาวิทยาลัยจะออกให้ล่วงหน้า 3 เดือน)

9.  หลักฐานทางการเงินที่มีจำนวนเงินครอบคลุมค่าเรียนและค่าครองชีพ 9 เดือน (7,200GBP สำหรับผู้ที่เรียนนอกลอนดอนและ 9,000GBP สำหรับผู้ที่เรียนในลอนดอน – ณ วันที่ 29/08/2012)

หลักฐานทางการเงินประกอบไปด้วย

        1. Bank Statement (บางธนาคารสามารถออกเป็นภาษาอังกฤษได้ แต่บางธนาคารออกได้เป็นภาษาไทยเท่านั้น) จะต้องมีการประทับตราพร้อมลายเซ็นของเจ้าหน้าที่ของธนาคารทุกหน้า
        2. Bank Guarantee (หนังสือรับรองสถานทางการเงิน)

รายละเอียดของ Bank Guarantee ประกอบไปด้วย

2.1) ชื่อเจ้าของบัญชี กรณีเป็นบัญชีผู้ปกครองต้องมีเอกสารดังนี้

          • ใบสูติบัตรตัวจริง และ ฉบับแปล
          • ใบเปลี่ยนชื่อฉบับจริง(ถามี) + เอกสารแปลเป็นภาษาอังกฤษ
          • จดหมาย Financial Support Confirmation Letter บัตรประชาชน พร้อมสำเนาที่เซ้นต์รับรองสำเนาถูกต้อง และแจ้งว่าเป็นหลักฐานสำหรับนักเรียนคนไหนด้วย (ตัวอย่างจดหมายด้านล่าง)

2.2)  เลขที่บัญชีและชนิดของบัญชี

2.3)  ยอดเงินคงเหลือเป็นตัวเลข  (ควรเปน SAVING ACCOUNT)

2.4) หน่วยเป็นปอนด์ (GBP) และ หน่วยเป็นบาท (THB) และอัตราแลกเปลี่ยน

2.5) ระบุว่ายอดเงินดังกล่าวอยู่ในบัญชีมา ณ วันที่ออกหลักฐานทางการเงิน อย่างน้อย 28 วัน เช่น **หมายเหตุ หลักฐานทางการเงินมีอายุ 1 เดือน นับจากวันที่ออกโดยธนาคาร

10.  เอกสารทั้งหมดที่ใช้ยื่นสมัครเรียน เช่น Transcript, Graduate Certificate, IELTS

11.  (จากขั้นตอนที่ 2) ผลการตรวจเชื้อวัณโรค (TB Certificate) โดย IOM สำหรับผู้ยื่นคำร้องขอวีซ่าทุกประเภทในประเทศไทยที่ประสงค์จะพำนักในสหราชอาณาจักร นานกว่า 6 เดือน

12. ATAS Certificate เพื่อใช้ประกอบการยื่นขอวีซ่า: ตรวจสอบหลักสูตรที่ตองใช้ ATAS Certificate ในการสมัครวีซ่า การขอ ATAS Certificate จะใช้เวลาโดยประมาณ 20 วันในการดำเนินการ

13.  ใบนัดหมาย online เพื่อเข้ายื่นเอกสาร – นัดหมายออนไลน์

การเดินทาง

เราสามารถเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ในประเทศอังกฤษด้วยเครื่องบิน รถยนต์ รถไฟ รถโดยสารประจำทาง หรือรถแท็กซี่ได้อย่างสะดวกสบาย การซื้อตั๋วสามารถซื้อ On-line จากอินเทอร์เน็ต หรือซื้อที่สถานี ถ้าการซื้อตั๋วล่วงหน้าหรือถ้าสามารถซื้อตั๋วนักเรียนได้ก็จะยิ่งประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น

  • การเดินทางโดยทางรถยนต์ ถนนของอังกฤษแบ่งออกเป็น ถนน M (Motorway) ถนน A และ ถนน B ถนนมอเตอร์เวย์ คือ ถนนทางด่วนระหว่างเมือง ห้ามคนเดิน ห้ามหัดขับรถ ห้ามรถจักรยาน ห้ามรถอีแต๋นหรือแทรกเตอร์ทางการเกษตรใช้เป็นเส้นทางขับขี่ ถนนมอเตอร์เวย์ แม้จะขับกันด้วยความเร็วแต่จัดว่าเป็นถนนที่ปลอดภัย ถนนA และถนนB เป็นเส้นทางเชื่อมเมืองและหมู่บ้าน ถนนA ใหญ่และขับได้เร็วกว่าถนนB การขับรถในอังกฤษต้องมีใบขับขี่อังกฤษ ส่วนใบขับขี่สากลสามารถใช้ได้ 1 ปีแต่ค่าประกันจะแพงกว่า
  • การเดินทางโดยรถโดยสารประจำทาง (National Express หรือบริษัทเดินรถอื่น) ตั๋วโดยสารสามารถซื้อได้แบบ On-line หรือซื้อได้ที่เคาน์เตอร์ขายตั๋วในสถานี รถโดยสารที่วิ่งระหว่างเมืองจะมีราคาถูกและส่วนใหญ่จะมีการลดราคาถ้าซื้อตั๋วล่วงหน้าหรือซื้อในแบบ On-line สำหรับการขึ้นรถประจำทางในเมืองที่อยู่ นักเรียนจะต้องเตรียมเหรียญให้ตรงกับอัตราค่าโดยสาร เพราะบางครั้งพนักงานขับรถอาจไม่มีเงินทอนให้ ทำให้เราไม่สามารถขึ้นรถไปได้
  • การเดินทางโดยทางรถไฟ (British Rail, Intercity) เส้นทางรถไฟในอังกฤษมีเครือข่ายการเดินทางที่กว้างขวาง ซึ่งในปัจจุบันการ เดินทางไปในเส้นทางทิศเหนือหรือใต้ อาจดูสะดวกสบายกว่าการเดินทางในทิศตะวันออกหรือตะวันตก ซึ่งเช่นเดียวกับการซื้อตั๋วรถโดยสารประจำทาง เราสามารถซื้อตั๋วโดยสารรถไฟได้ในแบบ On-line หรือ ซื้อตรงที่สถานี ซึ่งจะมีทั้งเคาน์เตอร์ขายตั๋วหรือตู้ขายตั๋วอัตโนมัติให้ การซื้อตั๋วที่ตู้อัตโนมัติ เป็นวิธีที่รวดเร็วเพราะไม่ต้องรอคิว(ปกติเครื่องจะว่าง) ต้องทำตามขั้นตอนที่ระบุไว้แต่ละเครื่อง โดยทั่วไปจะเริ่มที่เครื่องจะถามข้อมูล จำนวนคน (ผู้ใหญ่-เด็ก), สถานีปลายทาง, ชนิดของตั๋ว (เที่ยวเดียว-single, ไปกลับ-return, ตั๋วหนึ่งวัน-travel day card)   การจ่ายเงิน สามารถหยอดเหรียญหรือเสียบธนบัตร ซึ่งเครื่องจะทอนเงินในช่องที่เขียนว่า “Change” จากนั้นตั๋วจะถูกพิมพ์และออกมาจากช่องรับตั๋ว ในกรณีที่มีปัญหา สามารถขอความช่วยเหลือได้จากพนักงานที่เคาน์เตอร์ Assistance หรือ กดยกเลิก Cancel ซึ่งเครื่องควรจะคืนเงินให้ถ้าใส่เงินไปแล้ว   กรณีซื้อตั๋วผิด เราสามารถคืนตั๋วที่ยังไม่ได้ใช้ ที่เคาน์เตอร์ขายตั๋ว หรือที่ เคาน์เตอร์ Assistance ได้
  • การเดินทางท่องเที่ยวในกรุงลอนดอน บัตร (Oyster Card) เป็นบัตรโดยสารแบบเติมเงินที่ใช้สำหรับการเดินทางด้วย รถไฟใต้ดิน (Tube)  รถเมล์ รถราง การใช้ Oyster Card จะช่วยลดราคาค่าเดินทางได้กว่าครึ่งเมื่อเทียบกับการซื้อตั๋วโดยสารด้วยเงินสด Oyster Card สามารถซื้อได้ที่สถานีรถไฟใต้ดินทุกสถานี โดยจะต้องเสียค่ามัดจำบัตร (Deposit) £5  และนักเรียนสามารถเติมเงินได้ตามจำนวนที่ต้องการโดยเติมกับพนักงานขายตั๋วรถไฟหรือเติมที่เครื่องขายตั๋วเครื่องที่เขียน  ว่า Oyster Top Up  ถ้านักเรียนต้องการคืนบัตร Oyster ก็จะได้รับค่ามัดจำบัตร £5 และเงินที่เหลืออยู่ในบัตรคืน (สำหรับนักเรียน ควรแจ้งด้วยว่าเป็นนักเรียนและแจ้งอายุ อาจต้องเตรียมสำเนาพาสปอร์ต หรือสำเนาเอกสารจากทางโรงเรียนติดตัวไปด้วย เวลาที่ซื้อตั๋วครั้งแรก เพราะจะสามารถซื้อบัตร Oyster ของนักเรียน ซึ่งจะช่วยประหยัดได้มากขึ้น)ส่วนนักเรียนที่ไม่ได้อยู่ในลอนดอน ถ้าต้องการมาเที่ยวลอนดอน แบบชั่วคราว อาจซื้อตั๋วแบบ Day Travelcard ซึ่งสามารถขึ้นได้ทั้งรถไฟ ใต้ดิน รถเมล์ และรถไฟบนดิน ได้ในเขตกรุงลอนดอน ทั้งนี้ควรวางแผนการท่องเที่ยวก่อนเพราะราคาของบัตรจะต่างกันไปขึ้นอยู่กับเขตหรือโซนที่ต้องการเดินทาง เวลาที่จะใช้ Travelcard ได้ต้องใช้หลังจาก 09.30 น. ในวันธรรมดา และใช้ได้ในวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดธนาคาร ยกเว้นรถเมล์กลางคืนสรุปข้อแนะนำเพื่อที่จะให้นักเรียนซื้อตั๋วโดยสารต่างๆ ได้ถูกลง
    • ซื้อตั๋วที่เคาน์เตอร์ขายตั๋ว โดยแสดงบัตรนักเรียน ควรมีเอกสารเช่น สำเนา copy ของ Passport หรือเอกสารจากทางโรงเรียนติดตัว กรณีที่ที่อาจต้องใช้แสดงตนว่าเป็นนักเรียน
    • ซื้อตั๋วไป-กลับ (return trip) ในครั้งเดียวกัน จะถูกกว่าแยกซื้อตั๋วเดี่ยว (single trip)
    • ซื้อตั๋วล่วงหน้า (Early Bird)
    • ซื้อตั๋วแบบ  Day Travel card

การขับรถ

ระบบการขับรถในสหราชอาณาจักรเหมือนกับเมืองไทยคือ ขับรถชิดซ้ายมือ โดยใช้รถพวงมาลัยขวา (Drive on the right) สำหรับผู้ที่มีอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์ สามารถขับรถได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย สำหรับนักศึกษาต่างชาติที่มีใบขับขี่สากล สามารถนำไปใช้ที่่สหราชอาณาจักรได้ แต่ควรคำนึงถึงกฎระเบียบ และข้อบังคับของการขับรถอย่างเคร่งครัด เพราะกฎหมายของประเทศนี้ ไม่มีการลดหย่อน

คำถามที่ถามกันบ่อย ในการใช้ชีวิตในประเทศอังกฤษ

ไม่จำเป็น (ไม่เหมือนกับที่สหรัฐอเมริกาที่ร้านอาหารและบริการต่างๆ จะต้องให้ทิป 10 – 15 % เป็นธรรมเนียมบังคับ) อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันร้านอาหารหลายแห่งในอังกฤษ มักจะรวมค่าทิปหรือค่าบริการ service charge ไว้ในบิลเก็บเงิน โดยคิดค่าบริการอยู่ที่ 12.5% ซึ่งถ้ามีค่าบริการดังกล่าวแล้ว เราก็ไม่ต้องจ่ายค่าทิปเพิ่มอีก อย่างไรก็ตาม หากเป็นร้านเล็กๆ แล้วเขาไม่คิดค่าทิป เราก็ไม่จำเป็นต้องให้ทิป แต่ถ้าอยากจะให้ เราอาจให้เศษเหรียญสตางค์ที่เขาทอนมาหลังจากเราจ่ายให้เขาก็ได้ โดยทิ้งไว้ที่ถาดรับเงินทอน และไม่จำเป็นต้องมากถึง 10 % ให้เท่าไรก็ได้

สำหรับบริการรถแท็กซี่ ควรให้ค่าทิปด้วย โดยบวกจากอัตราที่มิเตอร์ไปอีก ประมาณ 10% ดังนั้นเมื่อถึงจุดหมายปลายทาง คนขับได้แจ้งว่า ราคาที่หยุดมิเตอร์แล้วคือ 9 ปอนด์ เราก็จ่ายเขาที่ 10 ปอนด์ได้

การให้ทิปมัคคุเทศก์หรือไกด์ หรือคนขับรถเช่าพาเราไปทัวร์ อาจทิปเขาตามระยะทาง เวลา และความพอใจในการบริการ โดยคิดจาก 1 – 5 ปอนด์ ต่อนักท่องเที่ยวหนึ่งคน

ลืมของบนรถไฟ Taxi หรือ bus ติดต่อบริษัทของ Taxi รถไฟ หรือ รถ bus นั้นๆ โดยแจ้งรายละเอียดให้ได้มากที่สุด ถ้าลืมของบนรถไฟใต้ดิน (Tube, Underground) หรือ รถเมล์ (ใน London) ติดต่อ TFL Lost property office, 200 Baker Street, London NW1 5RZ Tel: 0845 330 9882 (จันทร์ – ศุกร์)
สิ่งแรกๆ ที่ต้องทำ คือ การไปลงทะเบียนกับแพทย์ท้องถิ่น (แพทย์ GP – General Practitioners) ที่อยู่ใกล้บ้าน เพราะประเทศอังกฤษ ระบบการรักษาพยาบาล เป็นระบบรักษาพยาบาลฟรี

ถ้าไม่สบาย ต้องการหาหมอ บอกเจ้าของบ้าน (ถ้าพักอยู่กับครอบครัว Host Family) บอกผู้ดูแลหอพัก (ถ้าอยู่หอพักของโรงเรียน) หรือ โทรนัดพบแพทย์

กฎหมายอังกฤษอนุญาตให้ผู้ที่อายุเกิน 18 ปี เข้าไปซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ Pub ได้ เมื่อเดินเข้าไปใน Pub เราสามารถเลือกโต๊ะที่นั่งได้เอง บนโต๊ะจะมีรายการอาหารวางตั้งอยู่ แต่เมื่อต้องการสั่งอาหาร จะต้องเดินไปสั่งที่เคาน์เตอร์บาร์ โดยแจ้งหมายเลขโต๊ะที่เรานั่งให้พนักงานทราบสั่งอาหาร และจ่ายสตางค์ก่อน อาหารจะถูกนำมาเสิร์ฟที่โต๊ะภายหลัง แต่เครื่องดื่มที่สั่ง สามารถสั่งและรอรับได้ในทันที

ตัวอย่าง Sponsor letters

Consent Letter

Financial Sponsor Letter

Date:

Dear British Embassy Bangkok,

I, (Sponsor Name), the biological mother/father of (Student Name), Passport Number :(Student Passport No.). I hereby give my consent and declaration to financially support (Student Name) for the whole duration of his study in the United Kingdom.

I understand that by undertaking to sponsor (Student Name), I am responsible for all costs relating to university fees, accommodation and living expenses, and any other expenses which may arise for the duration of the course of her study in the UK.

Should you require any further information please do not hesitate to contact me at;

Mobile number: +66……………………

Landline: +66………………………

Home address:

Email address:

 

Best Regards

-Signature-

(Sponsor Name)

ที่พักอาศัย

รูปแบบของที่พักสำหรับนักศึกษาต่างชาติ  จะมีความหลากหลายขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละบุคคล  แต่สำหรับที่พักชั่วคราวในช่วงแรก  ควรให้สถาบันการศึกษาเป็นผู้จัดหาที่พักให้เนื่องจากที่พักส่วนใหญ่จะอยู่ใกล้สถานศึกษา  ทำให้ได้มีโอกาสรู้จักเพื่อนที่เรียนในสถาบันเดียวกัน  ส่วนใหญ่จะใช้เวลาในการเดินทางน้อย  จึงมีเวลาทำความคุ้นเคยกับท้องถิ่นใหม่ๆ  และจะได้พักอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย

โดยทั่วไปแล้วที่พักที่ทางสถาบันจัดหาให้จะมีราคาไม่แพง  โดยปกติค่าเช่าที่พัก  หรืออพาร์ตเมนท์ของมหาวิทยาลัยแบบไม่รวมอาหารจะอยู่ในช่วงประมาณเดือนละ £180-£360  แต่ถ้ารวมอาหารด้วย  จะอยู่ในช่วงประมาณเดือนละ  £360-£600  ส่วนห้องแบ่งเช่าในบ้านจะอยู่ในช่วงเดือนละ  £200-£380 ในขณะที่นักศึกษาซึ่งพักอาศัยกับครอบครัว(รวมอาหารแล้ว) จะเสียค่าใช้จ่ายในช่วงเดือนละ £450-£550  ราคาแฟลต 1 ห้องนอนใจกลางเมืองลอนดอนมีตั้งแต่ £800-£1000 ต่อเดือน  อย่างไรก็ดีนักศึกษาสามารถหาที่พักถาวรได้ในภายหลัง  โดยสามารถขอความช่วยเหลือจากสถาบันการศึกษา หรือหาด้วยตัวเอง  รูปแบบของที่พักก็มีทั้งของเอกชน  และหอพักของสถาบันการศึกษา  ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว  สถาบันการศึกษาหลายแห่งจะรับประกันที่พักสำหรับนักศึกษาในปีแรก
สำหรับหอพักนักศึกษา  จะมีทั้งแบบห้องนอนส่วนตัวและแบบที่ต้องอยู่ร่วมกับนักศึกษาอีกคน  ส่วนห้องน้ำมักเป็นห้องน้ำรวม  แต่สถาบันหลายแห่งก็มีห้องนอนที่มีห้องน้ำในตัว  สำหรับนักศึกษาปริญญาโท หรือนักศึกษาผู้ใหญ่  หอพักบางแห่งอาจมีอาหารเช้าและเย็นจัดไว้ให้ด้วย  แต่บางแห่งนักศึกษาจะสามารถทำอาหารเองได้โดยใช้ครัวร่วมกับนักศึกษาคนอื่น  นอกจากนี้ยังมีสถาบันการศึกษาบางแห่ง  ที่มีบ้านสำหรับนักศึกษากลุ่มเล็กๆ  หรือแฟลตสำหรับนักศึกษาที่มีครอบครัวแล้ว

แนะนำ website ที่ช่วยในการหาที่พักด้วยตนเอง

www.loot.com/property

www.gumtree.com

www.studentpad.co.uk

www.accordproperty.co.uk

www.nidolondon.com

www.unite-students.com

www.accommodationforstudents.com

www.studios2let.com

www.rightmove.co.uk

มารยาททางสังคม

เมื่อแรกพบ

ในขณะที่คนไทยใช้การไหว้ คนอังกฤษ เมื่อพบกัน จะใช้วิธียื่นมือขวาจับกันและเขย่าเล็กน้อย (Shake hand) ผู้ชายจับมือผู้ชาย จะบีบมือและเขย่าหนักแน่น ส่วนผู้หญิงกับผู้หญิง หรือ ผู้ชายกับผู้หญิง จะจับมือกันแบบเบาๆ เขย่าน้อยครั้ง ขณะจับมือควรจะพูดว่า “How do you do หรือ Nice (Please) to meet you, my name is…” และอีกฝ่ายหนึ่งควรจะพูดตอบเช่นเดียวกัน (คนที่มีอายุน้อยกว่าควรจะเป็นผู้พูดก่อน) ต่อจากนั้นก็ควรจะเริ่มบทสนทนาโดยคุยเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนผู้นั้น เช่นหน้าที่การงาน สิ่งที่เขาเรียน สิ่งสวยงามในประเทศของเขา เป็นต้น

สำหรับเมื่อพบคนที่มีความสนิทสนมกันนานแล้ว ผู้ชายจะ Shake hand และโน้มตัวใกล้กันคล้ายการกอดแบบหลวมๆ และเอามือโอบไหล่กันและกัน ส่วนผู้หญิงกับผู้หญิง หรือผู้หญิงกับผู้ชาย มักจะกอดเบาๆ เอาแก้มซ้ายชนกันก่อนและต่อด้วยการเอาแก้มขวาชนกัน ทำปากเหมือนการจูบอากาศ (Air Kiss) ข้อแนะนำคือ หากเราต้องการหลีกเลี่ยงการกอด เมื่อแรกพบใคร ให้รีบยื่นมือ แสดงความจำนงในการขอจับมือทักทายในทันที

เริ่มทักทาย สนทนา

ถ้าคนสองคนมีโอกาสได้มาพบกันได้บ่อยๆ ก็ไม่จำเป็นจะต้องเริ่มต้นการทักทายด้วยการจับมือ แต่สามารถเริ่มต้นพูดคุยทักทายกันได้เลย คนที่อังกฤษชอบที่จะเริ่มบททักทายสนทนาเกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ (อย่างที่บอกไว้ว่าอากาศที่นี่เปลี่ยนแปลงบ่อยและมีผลกับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนโดยตรง) การทักทายอย่างนี้ที่นี่จึง เป็นเรื่องปกติ ในขณะที่คนไทยอยู่ที่เมืองไทย มักเริ่มบทสนทนาด้วยการถามว่า ทานข้าวมารึยัง จะไปไหน ซึ่งถ้ามาถามที่นี่คนอังกฤษถือเป็นคำถามที่แปลก

ศิลปในการสร้างบทสนทนาที่สนุกสนานของคนทั่วไป คือ ให้เข้าใจว่า คนส่วนใหญ่จะรู้สึกสบายๆ ที่จะพูดในเรื่องที่ใกล้ตัว เรื่องที่อยู่ในความสนใจ ความถนัด ความชอบ ดังนั้น ถ้าเราเริ่มต้นบทสนทนาจากคำถามในเรื่องที่ใกล้ตัวของเขา เช่น เรื่องครอบครัว สุขภาพ การงาน การเรียน ความสนใจในกีฬา การท่องเที่ยว งานอดิเรก ฯลฯ เหล่านี้นอกจากจะทำเป็นการเริ่มบทสนทนาที่ดีแล้ว ยังทำให้คู่สนทนารู้สึกถึงเป็นกันเองมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม พึงระวังว่า การถามคำถามเหล่านี้ ต้องเป็นไปในลักษณะที่สุภาพ มีความพอดี ไม่เซ้าซี้ ซอกแซก ในลักษณะที่ไม่ทำให้คู่สนทนารู้สึกอึดอัดใจ ลำบากใจที่จะตอบ หรือคิดว่าเราเป็นพวกชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องส่วนตัวของคนอื่น

นอกจากนี้ ในประเทศอังกฤษ ถึงแม้คนที่เราเห็นหน้ากันบ่อย ๆ แต่ไม่รู้จักกัน เช่นเพื่อนบ้าน หรือคนที่ไม่รู้จักกันแต่เดินผ่านกันแล้วเขามองเรา เราก็สามารถที่จะยิ้มและพูดทักทายกันได้โดยไม่ถือเป็นเรื่องแปลก

ยามต้องจากลา

ในการจบบทสนทนาและปลีกตัวไป ทุกครั้งควรใช้คำว่า “Sorry” หรือ “Excuse me” แล้วตามด้วยประโยคเหตุผลของการลาจาก เช่น I have to go… I have to……… จะทำให้บทการลาจาก นุ่มนวล ราบรื่น และจบบทสนทนาด้วย “Nice talking to you.” “See you again.” “Take care.” “Bye bye.” เป็นต้น

นอกจากนี้  ในเวลาจากกัน อาจพูดคำลา พร้อมกับ Shake hand (ผู้ชายกับผู้ชาย) ถ้าสนิทกันมากอาจจะโอบและตบไหล่ 2-3 ครั้ง หรือโอบกันแล้วแก้มชนแก้ม จูบอากาศ ซ้ายขวา (ผู้หญิงกับผู้หญิง หรือผู้ชายกับผู้หญิง) ถ้าจะไม่ได้พบกันอีกเป็นเวลานาน แต่ว่าหากได้พบกันบ่อยแล้วอาจะพบกันอีก ก็การพูดบอกลาเฉยๆ ก็เพียงพอแล้ว

ถ้าไม่ทราบว่าควรจะทำอย่างไรแค่ไหน ก็ให้สังเกตกิริยาของคู่สนทนา และก็ปฏิบัติตามเขาอย่างเหมาะสม

คำสำคัญต่างๆ ที่ควรพูดติดปาก

ที่อังกฤษ เขาถือเป็นมารยาทในการพูดที่ดี และเขาจะยกย่องให้เกียรติ หากเราประกอบคำพูดในวาระต่างๆ ด้วยคำว่า Please, Thank you, Sorry, Excuse me ฯลฯ “Please” เมื่อต้องการขอความช่วยเหลือ เช่น Can (May) I …, please? “Thank you” เมื่อได้รับความช่วยเหลือ หรือ การพูดประกอบคำขอความช่วยเหลือ เช่น Please, can you…………….. ? Thank you, “I’m sorry” ใช้ได้ในหลายสถานการณ์ เช่น พูดขอโทษเมื่อทำผิด เช่น ชน หรือ เหยียบเท้าคนอื่น หรือเหตุการณ์อื่นๆ ที่ผู้พูดรู้สึกเสียใจที่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น หรือทำไปโดยที่ไม่ได้คาดว่าผลจะเป็นเช่นนั้น “Excuse me” ใช้เมื่อต้องเรียกร้องขอความสนใจ จะเริ่มต้นถาม ขอร้องคนอื่น เช่น เวลาไปพบคุณครูแล้วคุณครูนั่งอ่านหนังสือ หรือทำงานอยู่ ควรพูดว่า Excuse me, May I ask you a question? May I disturb (interrupt) you? เป็นต้น “Pardon? Say again? Come again?… Please หรือ Sorry?” ใช้เมื่อต้องการให้คุณครู หรือคู่สนทนา พูด/ถาม ซ้ำอีกครั้ง “Bless you” เป็นคำพูดอวยพรให้คู่สนทนาที่ไอหรือจาม ซึ่งเมื่อคนหนึ่งให้พร ผู้ที่ไอหรือจากก็จะกล่าวขอบคุณ Thank you.

การรักษาเวลา

คนอังกฤษถือว่าการรักษาเวลาเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับการให้เกียรติต่อกัน ที่ถือว่าสำคัญมากๆ พอกับการรักษาคำพูด ดังนั้น ในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับครอบครัวชาวอังกฤษ จึงจำเป็นที่จะต้องแจ้งให้ทางครอบครัวทราบล่วงหน้าหากว่าจะกลับช้า เพราะ มีกิจกรรมพิเศษ ไปพบเพื่อน หรือ  ไปซื้อของฯลฯ ถ้าจะมาไม่ทันเวลาอาหารเย็นหรือจะไม่ทานอาหารเย็น ต้องแจ้งให้ครอบครัวทราบล่วงหน้า ถ้าเจ้าของบ้านเตรียมอาหารไว้ให้ และนักเรียนไม่กลับมาทาน จะถือเป็นเรื่องที่เสียมารยาทอย่างมาก ถ้ามีการนัดหมายควรไปให้ตรงเวลา ถ้าไม่สามารถไปได้ตามเวลา ต้องแจ้งให้ผู้ถูกนัดหมายทราบล่วงหน้าในทันที

การเข้าคิว

คนอังกฤษจะเข้าคิวและรอคิวอย่างสำรวมและอดทน เช่น รอคิวขึ้นรถเมล์ รถไฟ จ่ายเงินที่ร้านค้า การแซงคิวถือเป็นการเสียมารยาทอย่างมาก เป็นเรื่องที่คนที่ต่อคิวอยู่รับไม่ได้ ถือเป็นการไม่ให้เกียรติ และจะต่อว่าให้ได้อาย ถ้ามีความเร่งรีบอย่างมาก และต้องการขอแซงคิว ก็จะต้องค่อยๆ ร้องขอจากผู้ที่อยู่ข้างหน้าทีละคนไป

ดังนั้น เวลาเราจะจ่ายเงินซื้อสินค้า ไม่ว่าจะร้านค้าเล็กหรือใหญ่ อย่าลืมการเข้าคิว เมื่อเลือกหาสินค้าที่จะซื้อได้ ให้เดินไปชำระเงินที่แคชเชียร์ โดยมักจะมีป้าย “Cashier”, “Please Pay Here” ชี้ทางไว้ ขอให้ตระหนักไว้เสมอว่า การจ่ายเงินจะต้องเข้าคิว เพราะในประเทศอังกฤษ ผู้คนจะถือว่าเป็นการไร้มารยาทเป็นอย่างมากหากมีใครสักคนลัดหรือแซงคิว หากเราไม่แน่ใจว่าคนข้างหน้าหรือข้างหลังเรากำลังเข้าคิวอยู่หรือไม่ (ซึ่งอาจเป็นเพราะบางร้านไม่ได้จัดที่ยืนไว้ให้แน่นอน) เราก็ควรถามผู้ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ที่จ่ายเงินว่า “Excuse me, are you in the queue?” หรือ “Is this a queue?”

มารยาททั่วไปในการสนทนา

  • ถ้าไม่รู้ สงสัย ไม่แน่ใจ ขอให้ถาม การถามคำถามที่นี่เป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องไม่น่าอาย การที่ไม่รู้และไม่ถาม ทำให้เกิดข้อผิดพลาดและเสียเวลาจะเป็นเรื่องที่เสียหายและน่าอับอายมากกว่า
  • ไม่พูดภาษาไทย เสียงดังกันต่อหน้าคนอังกฤษ ถือเป็นการเสียมารยาท หากหลีกเลี่ยงไม่ได้และจำเป็นต้องพูด ต้องขออนุญาตก่อน และรวบรัดการสนทนาด้วยภาษาไทยนั้นให้จบลงอย่างสั้นที่สุด และจะเป็นการดี ถ้าได้อธิบายให้คนอังกฤษที่อยู่ในวงสนทนานั้นในทันทีว่า เราได้พูดคุยกันไปในเรื่องอะไรด้วยเรื่องอะไร
  • ไม่ควรตอบการสนทนากับคนอังกฤษด้วยคำสั้นๆ เพียงว่า ‘Yes’ หรือ ‘No’ ขอให้คิดว่า การสนทนาก็เหมือนกับการเล่นเทนนิส ต้องมีการโต้ตอบกัน เขาถามมา เราตอบ จากนั้นเราถามกลับไป ให้เขาตอบกลับมาบ้าง การสนทนาจึงจะออกรส ดังนั้น นักเรียนควรพยายามฝึกการโต้ตอบด้วยการฝึกตั้งคำถามกลับไว้ และก็ไม่ต้องกังวลว่าจะพูดภาษาอังกฤษไม่ถูกต้อง เพราะเราพูดผิด เขาจะช่วยแก้ไขให้เราเอง การพยายามพูดให้มากเข้าไว้ จะช่วยให้ภาษาอังกฤษเราพัฒนาได้เร็วขึ้น อย่าเกรงใจที่จะใช้ ‘Pardon?’ “Sorry?” หรือ ‘Excuse me?’ ถ้าต้องการให้คู่สนทนาทวนประโยค

การวางตัวเพื่อการเรียนรู้ และใช้ชีวิตที่เหมาะสม

ที่โรงเรียน

  • ในห้องเรียน  เป็นเรื่องสำคัญที่นักเรียนต้องเข้าห้องเรียนให้ตรงเวลา ไม่มาสาย ตั้งใจเรียน กล้าพูด กล้าถามในสิ่งที่ไม่เข้าใจ กล้าตอบคำถาม กล้าแสดง  ความคิดเห็น จะทำให้สามารถพูดภาษาอังกฤษได้เร็วขึ้น ดีขึ้น หลักความคิดที่สำคัญคือ ต้องไม่กลัวผิด เพราะผิดเป็นครู หากพูดผิดก็จะทำให้ครูรู้ว่าเราผิดตรงไหน จะได้ช่วยแก้ไข บอกสิ่งที่ถูก ทำให้เราได้พัฒนาและเรียนรู้มากขึ้น
  • นอกห้องเรียน  ที่โรงเรียน จะมีห้องรับแขกหรือสถานที่ที่จัดไว้ให้เข้าไปนั่งพักผ่อน พูดคุยกัน หรือเป็นสถานที่ออกกำลังกาย มีกิจกรรมนันทนาการต่างๆ เหล่านี้ เป็นโอกาสที่จะได้พูดคุยกับเพื่อนต่างชาติ เพื่อฝึกฝนภาษาและเรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันและกันมากขึ้นขอให้ตะหนักว่า นอกจากการเดินทางมาประเทศอังกฤษเพื่อพัฒนาตัวเองด้านการใช้ภาษาอังกฤษแล้ว การมาที่ประเทศอังกฤษ ยังเป็นโอกาสอันดีที่จะได้เรียนรู้ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมที่หลากหลาย ที่แตกต่างจากของไทยเป็นอย่างมาก ดังนั้น นักเรียนจะควรเปิดใจกว้าง เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ โดยยอมรับความแตกต่าง จะช่วยทำให้นักเรียนปรับตัวปรับใจเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น ในห้องเรียนภาษาอังกฤษ เป็นแหล่งรวมของนักเรียนต่างชาติต่างภาษา ซึ่งนอกจากจะได้เรียนวัฒนธรรมของอังกฤษแล้วยังสามารถได้เรียนรู้วัฒนธรรมของชาติต่างๆ อีกด้วย

ที่บ้านพักของครอบครัวคนอังกฤษ หรือหอพักนักเรียน

นักเรียนไทยที่นี่ส่วนใหญ่มีภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของคนอังกฤษ ในด้านมีกิริยามารยาทที่เรียบร้อย สุภาพ มีน้ำใจ ดังนั้น นักเรียนควรรักษาชื่อเสียงที่ดีนี้ไว้ อีกทั้งควรประพฤติตนให้เป็นประโยชน์ เสนอตัวเข้าช่วยเหลือเท่าที่เราจะทำได้ ซึ่งจะทำให้เจ้าของบ้าน เอ็นดู รักใคร่ และทำให้จะได้รับความช่วยเหลือในอนาคตถ้าเกิดปัญหาใดไม่ว่าเล็กหรือใหญ่

หากนักเรียนมีความจำเป็นต้องไปค้างคืนที่อื่น นักเรียนต้องขออนุญาตจากผู้ปกครองที่เมืองไทย จากครอบครัวที่พักอาศัย และสำนักงานผู้ดูแลนักเรียนฯ ก่อนในทุกครั้ง

มารยาทในการใช้ห้องนอน

อยู่ในห้องนอนเมื่อถึงเวลานอน นักเรียนไม่ควรเก็บตัวอยู่ทั้งวันแต่ในห้องนอน ดังนั้น หากเป็นช่วงเวลาอื่นๆ ที่ไม่ใช่เวลานอนนักเรียนควรลงไปนั่งที่ห้องนั่งเล่นหรือไปร่วมทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับสมาชิกของครอบครัวชาวอังกฤษ เช่นร่วมทำงานบ้าน ช่วยทำครัว ร่วมนั่งดูโทรทัศน์ ฯลฯ เรารู้ดีว่า การกระทำดังกล่าว ในช่วงแรกนักเรียนอาจจะรู้สึกอึดอัด ขวยเขิน ไม่คุ้นเคย แต่เราเชื่อว่าสักพักความรู้สึกนี้ก็จะหาย และนักเรียนก็จะคุ้นเคยและเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกในครอบครัวชาวอังกฤษได้มากขึ้น

บ้านของคนอังกฤษ มีเครื่องทำความร้อน (Heater) ซึ่งจะปิดในเวลานอน (ราวๆ สี่ทุ่ม) และเปิดอีกทีเวลาคนตื่นนอนตอนเช้า เนื่องจากการทำความร้อนราคาแพงและเมื่อเข้านอน เราอยู่ใต้ผ้าห่มจึงไม่จำเป็นต้องเปิดเครื่องทำความร้อนเอาไว้ หากรู้สึกหนาวให้ขอผ้าห่มเพิ่ม แต่ถ้าทนหนาวไม่ไหว ควรขอให้ครอบครัวเจ้าบ้านเปิดเครื่องทำความร้อนให้นานขึ้นอีกนิด

นักเรียนควรดูแลรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของห้องนอนของตัวเอง จัดที่นอนของตัวเองทุกครั้งหลังจากตื่นนอนตอนเช้า

มารยาทในการรับประทานอาหาร

ควรพยายามทดลองทานอาหารที่ครอบครัวจัดให้ทุกๆ อย่าง หากรสชาติไม่ถูกปากนัก สามารถขอเติมเกลือ พริกไทย ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก เพิ่มได้ แต่ อาหารที่ทานจะถูกปากหรือไม่อย่างไร โดยมารยาท ต้องปากหวานเข้าไว้ ชมว่าดี (umm, this is good, nice) อร่อย (delicious) เพราะผู้ที่จัดเตรียมอาหาร ก็มีความตั้งใจทำให้เราทาน คำชมจากผู้ทานจึงเป็นสิ่งที่ดีแทนคำขอบคุณ อิ่มแล้ว ให้พูดว่า I’m full, thank you หากจะรับประทานขนมหรืออาหารที่เจ้าของบ้านวางเอาไว้ ควรขออนุญาตก่อนทุกครั้ง (May I …, please?)

มารยาทในการใช้ห้องน้ำ

ไม่ควรอาบน้ำในช่วงดึกเกินไป เพราะอาจจะเกิดเสียงรบกวนคนในบ้าน โดยเฉพาะหากเป็นบ้านขนาดเล็ก หรือบ้านที่มีเด็กเล็ก

ทุกครั้งหลังใช้ห้องน้ำ ควรดูแลความสะอาดเพื่อให้เป็นมารยาทที่ดีสำหรับคนที่จะใช้ห้องน้ำถัดไป เช่นเด็กผู้ชาย ควรยกที่นั่งชักโครกขึ้นเมื่อจะปัสสาวะและทำความสะอาดก่อนออกจากห้องน้ำทุกครั้ง

ทุกครั้งที่อาบน้ำ ต้องระมัดระวังไม่ให้น้ำหกหรือกระเด็นออกไปนอกลงพื้นห้องน้ำในส่วนที่ไม่ใช่เป็นส่วนที่อาบน้ำ ทำความสะอาดพื้นห้องน้ำส่วนดังกล่าวให้ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่อคนอื่นที่เข้าห้องน้ำถัดจากนักเรียนจะได้ไม่รู้สึกอึดอัดขยะแขยง

มารยาทในการใช้ห้องน้ำ

ไม่ควรอาบน้ำในช่วงดึกเกินไป เพราะอาจจะเกิดเสียงรบกวนคนในบ้าน โดยเฉพาะหากเป็นบ้านขนาดเล็ก หรือบ้านที่มีเด็กเล็ก

ทุกครั้งหลังใช้ห้องน้ำ ควรดูแลความสะอาดเพื่อให้เป็นมารยาทที่ดีสำหรับคนที่จะใช้ห้องน้ำถัดไป เช่นเด็กผู้ชาย ควรยกที่นั่งชักโครกขึ้นเมื่อจะปัสสาวะและทำความสะอาดก่อนออกจากห้องน้ำทุกครั้ง

ทุกครั้งที่อาบน้ำ ต้องระมัดระวังไม่ให้น้ำหกหรือกระเด็นออกไปนอกลงพื้นห้องน้ำในส่วนที่ไม่ใช่เป็นส่วนที่อาบน้ำ ทำความสะอาดพื้นห้องน้ำส่วนดังกล่าวให้ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่อคนอื่นที่เข้าห้องน้ำถัดจากนักเรียนจะได้ไม่รู้สึกอึดอัดขยะแขยง

ควรมาร่วมโต๊ะอาหารเย็นให้ตรงเวลา และควรแจ้งให้เจ้าของบ้านทราบล่วงหน้าทุกครั้ง หากไม่ทานอาหารเย็น หรือหากต้องการรับประทานก่อนหรือหลังเวลาอาหาร เนื่องจากบางครั้งบางโรงเรียนจะจัดกิจกรรมในช่วงเย็นหลังเลิกเรียน

บอกให้เจ้าของบ้านทราบล่วงหน้าได้ หากไม่สามารถรับประทานอาหารบางชนิด เช่น แพ้อาหารบางอย่าง (I’m allergic to …)

มารยาทในการใช้โทรศัพท์

ควรขออนุญาตเจ้าของบ้านก่อนการใช้โทรศัพท์ทุกครั้ง และจะใช้โทรศัพท์ได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตเท่านั้น นักเรียนจะต้องเสียค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

สำหรับนักเรียนที่พักอยู่กับครอบครัว Host Family ไม่แนะนำให้ใช้โทรศัพท์บ้านของ Host Family ถ้าไม่จำเป็น ยกเว้นจะได้รับอนุญาตด้วยความเต็มใจ เพราะค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจะไปรวมอยู่กับบิลค่าโทรศัพท์บ้าน ซึ่งอาจทำให้เป็นภาระของเจ้าของบ้าน จึงแนะนำให้ใช้โทรศัพท์มือถือของนักเรียนเองเพื่อโทรกลับประเทศไทยเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย

ไม่ควรใช้โทรศัพท์เป็นเวลานานเกินไปเพราะเป็นการเสียมารยาท และไม่ควรใช้หลัง 4 ทุ่ม

เราเข้าใจความรู้สึกว่า เวลาอยู่ห่างไกลจากบ้านที่เมืองไทย ทุกคนย่อมต้องคิดถึงบ้าน แต่กระนั้น เราก็อยากจะแนะนำว่า ให้อดทน ฝึกจิตใจตนเอง ให้ไม่โทรกลับเมืองไทยบ่อยๆ เพราะนอกจาก อาจทำให้นักเรียนคิดถึงบ้านเพิ่มมากขึ้นไปอีกแล้ว ยังทำให้ผู้ปกครองทางเมืองไทยเกิดความรู้สึกเป็นห่วงมากขึ้นอีกด้วย เราแนะนำว่า ควรหากิจกรรม งานอดิเรกหลายๆ อย่างทำ และทำร่วมกับคนอื่น เช่นครอบครัวชาวต่างชาติ หรือ เพื่อนนักเรียนต่างชาติ เช่น เล่นกีฬา เล่นดนตรี ท่องเที่ยว หรือพูดคุยกับเพื่อนๆ ซึ่งนอกจากจะช่วยคลายเหงาแล้วยังช่วยให้นักเรียนได้พัฒนาภาษาอังกฤษขึ้นอีกด้วย

ข้อควร และไม่ควรทำ สำหรับนักเรียนไทยในประเทศอังกฤษ

  • ยิ้มเข้าไว้
  • ถามเข้าไว้
  • พูดขอโทษ ขอบคุณ ได้โปรด ให้ติดปาก
  • มีของฝากเล็กๆ น้อยๆ เมื่อไปบ้านคนอื่น หรือคนอื่นชวนไปทานข้าวบ้าน เช่น ดอกไม้ ช็อกโกแลต
  • ถอดหมวกออกเมื่อเข้าบ้านหรือในสถานที่ต่างๆ
  • ปิดปากเมื่อหาวหรือจาม
  • พูด “bless you” ถ้าคู่สนทนาจาม ในทางกลับกัน หากเราเองเป็นผู้จาม และมีผู้อื่นพูด ก็ให้พูดว่า ขอบคุณ
  • พูด Hello, Hi กับเพื่อน พูด Good morning (afternoon, evening) กับเพื่อน ครู ครอบครัวที่พัก
  • พูด Thank You และ Please ให้ติดปาก
  • แจ้งให้เจ้าของบ้านที่นักเรียนไปพักด้วยทราบ หากจะกลับบ้านช้า จะทานหรือไม่ทานอาหารมื้อหนึ่งๆ
  • สละที่นั่ง ให้ทาง กับสตรี เด็ก คนชรา คนพิการ
  • จับประตูให้คนข้างหลัง หรือคนที่สวนทางมา เวลาที่เปิดประตูเข้าหรือออกจากห้อง แสดงถึงมารยาทดีและความมีน้ำใจ
  • ในการเข้าคิวซื้อของหรือทำกิจกรรมใดๆ ห้ามแซงคิวเด็ดขาด เราควรรอคิวอย่างสงบเสงี่ยมและอดทน ถ้ามีความจำเป็นรีบด่วนจริงๆ ให้พูดขออนุญาตลัดคิวกับคนที่ยืนอยู่ก่อนทุกคน
  • ในบทสนทนา ไม่ควรถามเรื่องอายุหรือน้ำหนักของสุภาพสตรี
  • ไม่ควรส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่นในที่สาธารณะ
  • ไม่ควรแคะขี้มูก เรอ ผายลมเสียงดังต่อหน้าผู้อื่น แต่ถ้ากลั้นไว้ไม่ได้จริงๆ ก็ต้องพูดว่า “Excuse me”
  • ไม่ควรจ้องใครอย่างตั้งใจ เพราะถือว่าไม่มีมารยาท
  • ในการทักทายครั้งแรก หากไม่สนิทสนมกัน ไม่ควรทักทายด้วยการโอบไหล่ ชนแก้ม
  • ไม่ควร พูดภาษาไทยกันต่อหน้าคนอังกฤษ หรือคนต่างชาติ เพราะถือว่าเป็นการเสียมารยาท ไม่ให้เกียรติ ไม่ให้ความรู้สึกมีส่วนร่วมหรือเป็นมิตรกับเขา
  • ไม่ควรโต้ตอบการสนทนาสั้นๆ เพียง “Yes” หรือ “No” เพราะจะทำให้คู่สนทนารู้สึกอึดอัด และไม่อยากสนทนาด้วย ทำให้เราขาดโอกาสที่จะฝึกฝนการสนทนา
  • ในการรับประทานอาหาร ห้ามใช้มีดจิ้มอาหารเข้าปาก ถือเป็นการเสียมารยาทอย่างมาก

ระบบการศึกษาในประเทศสหราชอาณาจักร

สถานศึกษาทุกระดับในสหราชอาณาจักร จะเปิดภาคการศึกษา ในช่วงเดือนกันยายน จนถึงต้นเดือนตุลาคมของปีที่หนึ่ง และสิ้นสุดภาคการศึกษาประมาณปลายเดือนมิถุนายนจนถึงต้นเดือนกรกฎาคมของปีถัดไป โดยแบ่งภาคการศึกษาออกเป็น

ภาคต้น (Autumn Term) ตั้งแต่ประมาณปลายเดือนกันยายน จนถึงเดือนธันวาคม
ภาคกลาง (Spring Term) ตั้งแต่ประมาณกลางเดือนมกราคม ไปจนถึงปลายเดือนมีนาคม
ภาคปลาย (Summer Term) ตั้งแต่ประมาณปลายเดือนเมษายน ไปจนถึงต้นเดือนกรกฎาคม

ระบบการศึกษาของสหราชอาณาจักรแบ่งเป็น ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา

การศึกษาภาคบังคับของสหราชอาณาจักร เริ่มตั้งแต่อายุ 5 ปี ไปจนถึง 16 ปี โรงเรียนมีทั้งประเภท โรงเรียนรัฐบาล (State School) และ โรงเรียนเอกชน (Public หรือ Independent School) โดยในช่วงเด็กมีอายุ 3 – 4 ปี จะเข้าเรียนในระดับอนุบาล หรือโรงเรียนระดับ Nursery ซึ่งมีทั้งโรงเรียนรัฐบาลและเอกชน

ระดับประถมศึกษา (Preparatory School หรือ Prep School)

ตั้งแต่อายุ 5-13 ปี ใช้เวลาศึกษา 8 ปี

  • Pre-Prep School (เตรียมประถมศึกษา) ระยะเวลาศึกษา 2 ปี เรียกว่า Year 1 – Year 2 รับนักเรียนอายุ 5 – 7 ปี
  • Prep School (ประถมศึกษา) ระยะเวลาศึกษา 6 ปี เรียกว่า Year 3 – Year 8 ในบางโรงเรียนเรียก Year 7, Year 8 เป็น Form 1, Form 2

การศึกษาในระดับนี้ เน้นให้เด็กมีความสามารถในการปรับตัว และพัฒนาความคิดตามวัย กับสอนให้เด็กมีทักษะทางการเขียนและตัวเลข และเพื่อการเตรียมตัวสอบ Common Entrance Examination (CEE) เพื่อศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาต่อไป

ระดับมัธยมศึกษา (Secondary School + Sixth Form College / College of Further Education)

นักเรียนอายุ 13 ปีขึ้นไป และเรียน ได้จนถึงอายุ 18 – 19 ปี รวมระยะเวลาศึกษา 5 ปี เรียกว่า Year 9 – Year 13 (หรือ Form 3 – Form 6 (Year 12 – 13) สำหรับโรงเรียนที่เรียกระดับชั้นเป็น Form)

การขึ้นชั้นเรียนทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เป็นการขึ้นชั้นเรียนต่อไปได้ โดยอัตโนมัติ ไปจนถึงอายุ 16 ปี ทางกระทรวงศึกษาธิการและวิทยาศาสตร์ของอังกฤษ จะกำหนดให้มีการทดสอบความรู้ความสามารถของเด็ก โดยคณะกรรมการอิสระ ซึ่งผลการทดสอบดังกล่าว จะถูกนำไปใช้พิจารณาเรื่องการสมัครเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาต่อไป การสอบนี้มี 2 ระดับ โดยจะสอบประมาณเดือนมิถุนายน ถึงเดือนกรกฎาคม ของทุกปี คือ

GCSE (General Certificate of Secondary Education) การสอบระดับนี้ จะสอบเมื่อเด็กมีอายุประมาณ 16 ปี ขึ้นไป นักเรียนเลือกสอบประมาณ 6-10 วิชา เช่น วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ สังคมศึกษา ภาษาต่างประเทศ ศิลป ฯลฯ และผลการสอบจะแบ่งเป็น 7 ระดับ คือ Grade A, B, C, D, E, F, G ผู้ที่สอบได้ Grade C ขึ้นไปจึงจะถือว่าสอบผ่าน นักเรียนที่สอบ GCSE ได้แล้ว (อย่างน้อย 5 วิชา) หากจะศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาจะต้องศึกษาต่ออีกประมาณ 2 ปี ในระดับ A Level (Advanced Level)

A Level (Advanced Level) เป็นการสอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถทางวิชาการของเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปี ขึ้นไป มีวิชาให้เลือกกว่า 50 วิชา ส่วนใหญ่นักศึกษาในระดับ A Level จะลงเรียนเพียง 2-4 วิชา

เพื่อที่จะได้ศึกษาแต่ละวิชาอย่างลึกซึ้งวิชาที่นักศึกษาเลือกเรียนมักจะเกี่ยวข้องกับหลักสูตรหรือสาขาที่ต้องการศึกษาต่อ ในระดับปริญญาตรี ผลการสอบ A Level มี 5 ระดับ คือ A, B, C, D, E แต่ Grade ที่ได้ทั้ง 5 ถือว่าสอบผ่านทั้งหมด มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่พิจารณารับผู้มีผลการสอบในระดับ C ขึ้นไป บางแห่งอาจรับเฉพาะผู้ที่ได้คะแนนระดับ A และ B

คุณสมบัติขั้นต่ำของการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ส่วนใหญ่จะพิจารณาจากผลการสอบทั้ง 2 ระดับ ดังนี้
วิชา GCSE 3 วิชา และ GCE “A” Level 2 วิชา  หรือ
วิชา GCSE 1 วิชา และ GCE “A” Level 3 วิชา

หลังจากจบการศึกษาภาคบังคับเมื่ออายุ 16 ปี นักเรียนสามารถเลือกที่จะไม่ศึกษาต่อ หรือจะศึกษาต่อในระดับสูงขึ้นไปได้

ระดับอาชีวศึกษา (Vocational School)

เป็นการ ศึกษาที่จัดขึ้นเพื่อให้นักเรียนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งไม่ประสงค์จะศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา หรือผู้ที่ไม่มีคุณวุฒิ GCSE แต่ประสงค์จะมีคุณวุฒิทางวิชาชีพต่างๆ เพื่อใช้ในการประกอบอาชีพ

เดิมหลักสูตรอาชีวศึกษาของอังกฤษ มี 3 ระดับ คือ First Diploma, National Diploma และ HND (Higher National Diploma) แต่ปัจจุบัน คุณวุฒิวิชาชีพ มี 2 ประเภท คือ

GNVQ (General National Vocational Qualification) เป็นการศึกษากึ่งสายอาชีพ คือ เรียนทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ มี 4 ระดับ ดังนี้

  • GNVQ Foundation (ระดับพื้นฐาน) หลักสูตร 1 ปี รับจากผู้ที่อายุ 16 ปี ไม่ต้องมีคุณวุฒิใดๆ
  • GNVQ Intermediate หลักสูตร 2 ปี ต่อจาก GNVQ Foundation
  • GNVQ Advanced หลักสูตร 2 ปี เทียบเท่า A-Level ผู้ที่สำเร็จหลักสูตรนี้สามารถสมัครเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาได้
  • GNVQ 4 หลักสูตร 2 ปี เทียบเท่าหลักสูตรปีที่ 1 ของระดับ ปริญญาตรี จึงสามารถเข้าศึกษาต่อปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยได้ โดยใช้เวลาอีก 2 ปี

NVQ (National Vocational Qualification) เป็นวุฒิการศึกษาสายอาชีพและการฝึกปฏิบัติวิชาชีพเฉพาะ โดยผู้ว่าจ้างสหภาพแรงงงานและผู้เชี่ยวชาญในสาขาอาชีพนั้นๆ เป็นผู้กำหนดมาตรฐานการศึกษา การศึกษาในระดับนี้แบ่งเป็น 5 ระดับ คือ NVQ1, NVQ2, NVQ3, NVQ4, NVQ5 แต่ละระดับจะยึดตามความสามารถเป็นหลัก ไม่มีการกำหนดระยะเวลาตายตัวในการเรียน

ระดับอุดมศึกษา (Higher Education)

การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยในการสนับสนุนของรัฐ การศึกษาระดับอุดมศึกษา แบ่งเป็น

หลักสูตรปริญญาตรี (First Degree)

ในอังกฤษ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ

  • หลักสูตรทั่วไป 3 ปี ผู้สำเร็จการศึกษา จะได้รับปริญญา BA (ศิลปศาสตรบัณฑิต) BBA (บริหารธุรกิจบัณฑิต) BEd (ศึกษาศาสตร์บัณฑิต) BSc (วิทยาศาสตร์บัณฑิต) LLB (นิติศาสตร์บัณฑิต) เป็นต้น
  • หลักสูตรบางสาขาใช้เวลาศึกษามากกว่า 3 ปี เช่น วิศวกรรมศาสตร์ (4 ปี) สถาปัตยกรรมศาสตร์ (5ปี) ทันตแพทย์ศาสตร์ (5ปี) สัตวแพทย์ศาสตร์ (5ปี) แพทย์ศาสตร์ (6ปี)

ในสก๊อตแลนด์ มี 2 หลักสูตร คือ Ordinary Degree (3ปี) และ Honours Degree (4ปี) โดยเรียนเพิ่มจาก Ordinary degree อีก 1 ปี

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยหลายแห่งยังเปิดหลักสูตรการศึกษาที่หลากหลายออกไปอีก ดังนี้

  • Joint Honours Degree เป็นการเรียนร่วมตั้งแต่ 2 สาขาวิชาขึ้นไป อาจเป็นสาขาวิชาที่ใกล้เคียงกัน เช่น เศรษฐศาสตร์และคณิตศาสตร์ หรืออาจเป็นสาขาที่ไม่ใกล้เคียงกันแต่ยังเกี่ยวข้องกันในทางหนึ่งทางใด เช่น คอมพิวเตอร์กับจิตวิทยา ทั้งนี้ กำหนดน้ำหนักการเรียนในแต่ละสาขาวิชา เท่ากัน
  • Combined Degree คือ ปริญญาร่วม โดยการเรียนแต่ละสาขาวิชา ไม่จำเป็นต้องมีน้ำหนักการเรียนเท่ากัน
  • Sandwich Courses เป็นการเรียนโดยรวมเวลาฝึกงานกับเวลาเรียนเข้าด้วยกัน เช่น การฝึกงานด้านอุตสาหกรรม การค้า การบริหารธุรกิจ หรืออาชีพอื่นๆ จึงต้องใช้ระยะเวลาศึกษานานกว่าปกติ (3 ปี) เป็น 4 ปี การฝึกงานอาจเป็นช่วงเดียว คือ เป็นเวลา 1 ปี หรือ 2 ช่วงๆ ละ 6 เดือน หากเป็น 2 ช่วง เรียกว่า หลักสูตร Thin-sandwich หลักสูตรทั้ง 2 ประเภทนี้ นักศึกษาต้องกลับมาเรียนที่ มหาวิทยาลัยในปีสุดท้ายก่อนสำเร็จการศึกษา

สำหรับผู้ที่มีผลการเรียนระดับปริญญาตรีไม่ถึงเกณฑ์มาตรฐานการเข้าศึกษา ปริญญาโทของมหาวิทยาลัย หรือผู้ที่เปลี่ยนสาขาวิชาเรียน มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะรับให้เข้าศึกษาหลักสูตร Post-Graduate Certificate/Diploma ระยะเวลา 9 เดือน ถึง 1 ปีก่อน แล้วจึงรับเข้าเรียนต่อหลักสูตรปริญญาโท

 

หลักสูตรระดับสูงกว่าปริญญาตรี (Higher degree) มี 2 ประเภท

  • ประเภทหลักสูตรเข้าชั้นเรียน (Taught Course) ระยะเวลาศึกษา 1 ปี นักศึกษาสามารถเลือกเรียนเฉพาะด้านได้ โดยอยู่ในความดูแลของอาจารย์ที่ปรึกษา หรือผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชานั้นๆ วิธีการเรียนการสอนแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ในครึ่งปีแรกของหลักสูตรเป็นการบรรยายในชั้นเรียน การสัมมนาการติวกลุ่มย่อย หรือการทำงาน ในห้องทดลอง หลังจากนั้นอีกครึ่งปีจะเป็นการทำงานศึกษาวิจัยชิ้นใหญ่หรือที่วิทยานิพนธ์ ปริญญาที่ได้รับ เป็นระดับปริญญาโท อาทิ MSc., MA, MBA เป็นต้น
  • ประเภทหลักสูตรการค้นคว้าวิจัย (Research Course) ใช้เวลาศึกษา 3 ปี โดยการทำวิจัยและเขียนวิทยานิพนธ์ ในปีแรกของปริญญาเอก เป็นการศึกษาวิจัยเพื่อให้มีความรู้ความสามารถเข้ามาตรฐานการเรียนปริญญาเอก เรียกว่าระดับ M.Phil เมื่อมีผลงานและความรู้ความสามารถตาม มาตรฐานจึงปรับให้เข้าศึกษาในระดับปริญญาเอก Ph.D ปีที่ 2 (ไม่ใช่ Ph.D ปี 1) ซึ่งผลงานไม่ถึง มาตรฐานปริญญาเอกจะไม่ได้ผ่านศึกษาต่อจนสำเร็จหลักสูตร Ph.D. แต่จะได้รับวุฒิ M.Phil ซึ่งอาจเทียบเท่าเพียงระดับปริญญาโท แต่ผู้ที่ได้เรียนครบจนสำเร็จหลักสูตร Ph.D ก็จะได้รับวุฒิ Ph.D แต่ไม่ได้วุฒิ M.Phil เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง
  • New Route to Ph.D เป็นอีกทางเลือกของการศึกษาในระดับปริญญาเอก ในประเทศอังกฤษ ใช้เวลาเรียน 4 ปี โดย 30-40% ของหลักสูตรจะเป็นการเรียนแบบ Taught Course และอีก 60-70% จะเป็นการวิจัย

หลักสูตรภาษาอังกฤษ (English Course)

ประเทศอังกฤษเป็นผู้นำในวิธีการสอนภาษามายาวนาน สถาบันต่าง ๆ ประมาณ 370 แห่ง ที่ได้รับการรับรองโดย British Accreditation Scheme ตามปกติ นักเรียนจะไม่จำเป็นต้องใช้วุฒิการศึกษาในการสมัครเข้าเรียนภาษาอังกฤษ เพราะหลักสูตรทุกหลักสูตรจะเน้นการเรียนภาษาโดยการใช้ภาษา ระยะเวลาในการเรียนจะแตกต่างกันออกไป การวัดผลก็เช่นเดียวกัน มีทั้งการวัดผลเป็นระยะๆ ตลอดเวลา และการสอบเมื่อจบหลักสูตร นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยและวิทยาลัยหลายแห่งยังจัดให้มีการสอนภาษาอังกฤษเสริมหรือเพิ่มเติม รวมทั้งเปิดสอนภาษาอังกฤษเสริมควบคู่ไปกับการเรียนในภาคปกติด้วย

ประเภทหลักสูตร ลักษณะ วิธีการเรียนการสอน
ภาษาอังกฤษทั่วไป
(General English)
ภาษาอังกฤษหลายระดับ
ตั้งแต่เริ่มต้นขึ้นไปเรื่อย ๆ ไม่จำกัดอายุ
หลากหลาย ขึ้นอยู่กับสถาบัน ระดับความรู้และอายุของนักเรียน มีกิจกรรมต่าง ๆ การอภิปรายในชั้น การแก้ปัญหา การใช้สถานการณ์จำลอง การฝึกสนทนาในหัวข้อต่างๆ
ภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ
(English for Academic Purpose-EAP)
ภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนที่
ต้องการพัฒนาความรู้ และทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ ที่จำเป็นในการเรียน ในหลักสูตรวิชาการ
เน้นทักษะการใช้ภาษา เช่น การเขียนเรียงความ การจดโน้ต การสัมมนา การอ่านตำรา การใช้ห้องสมุด การใช้คอมพิวเตอร์ และคำศัพท์เฉพาะวิชา
หลักสูตรภาษาอังกฤษ
ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย(Pre-university Entrance English)
ภาษาอังกฤษที่เตรียมนักเรียนให้ เข้าเรียนในสถาบันอุดมศึกษาของ สหราชอาณาจักร จะรวมเนื้อหาของ EAP และทักษะการเรียนวิชาเฉพาะ ไว้ด้วยกัน นักเรียนที่มีพื้นความรู้ภาษาอังกฤษต่ำ กว่าเกณฑ์มาตรฐาน ที่กำหนด จะต้องเรียนหลักสูตรนี้ เน้นการพัฒนาทักษะที่ต้องใช้ใน วิชาที่นักศึกษาเลือกเรียน เช่นการเขียนเรียงความ การจดโน้ต การสัมมนา การอ่านตำรา การใช้ห้องสมุด การใช้คอมพิวเตอร์ และคำศัพท์วิชาเฉพาะ
ภาษาอังกฤษเฉพาะทาง
(English for Specific Purpose)
ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ คำศัพท์ที่ต้องใช้ในสาขา ของงานที่ทำ เช่น ศิลปะ การเงินการธนาคาร คอมพิวเตอร์ อิเลคทรอนิคส์ วิศวกรรม แฟชั่น การค้าระหว่างประเทศ การจัดการ การตลาด และการประชาสัมพันธ์ การแพทย์ การบินและการควบคุม การจราจรทางอากาศยาน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การสอน ช่างเทคนิค และการท่องเที่ยว เน้นการพัฒนาทักษะการใช้ภาษา ที่จำเป็นในสาขาอาชีพ เช่น การใช้โทรศัพท์ การเขียนรายงาน ทักษะการเสนอรายงาน การต่อรองทางธุรกิจ และการใช้ภาษาเทคนิคที่ซับซ้อน
หลักสูตรฤดูร้อน
(Vacational Course)
เปิดระหว่างเดือน มิถุนายนถึง สิงหาคม (ฤดูร้อนในสหราช อาณาจักร) หรือมีนาคม/เมษายน (วันหยุดอีสเตอร์) บางครั้งอาจรวมกิจกรรม ในช่วงพักผ่อนไว้ด้วย เป็นหลักสูตรทเปิดสอนทั้งสำหรับ เด็กและผู้ใหญ่ ขอบเขตกว้างขาว กิจกรรมการสอนมีทั้ง การอภิปราย เกมส์ การฝึกแก้ปัญหา สถานการณ์จำลอง และฝึกการใช้ภาษาในหัวข้อต่าง ๆ
หลักสูตรการสอนภาษาอังกฤษ
เป็นภาษาต่างประเทศ
(Teaching English as a Foreign Language-TEFL)การสอนภาษาอังกฤษสำหรับ นักเรียนต่างชาติ
(Teaching English to Speakers of Other Languages-TESOL)
เป็นการฝึกอบรม อาจารย์สอนภาษาอังกฤษ อังกฤษ ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ทั้งทฤษฎีและ ลงมือฝึกปฏิบัติ และได้รับประกาศนียบัตรเมื่อ จบหลักสูตร นอกจากนี้ยังสามารถปูพื้นไปสู่หลักสูตรระดับปริญญาได้อีกด้วย