note

USA Information

study-usa
ดินแดนที่มีภูมิประเทศกว้างใหญ่ มีความสวยงามทางธรรมชาติ ความเจริญทางวัฒนธรรมและเทคโนโลยีที่หลากหลาย ศูนย์รวมแหล่งวัฒนธรรม อุตสาหกรรม และการศึกษา ดินแดนแห่งนี้เป็นดินแดนที่มีการผสมผสานของวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และเทคโนโลยีที่ลงตัว รวมทั้งยังเป็นเมืองศูนย์กลางที่สำคัญในด้านต่างๆ
ภูมิประเทศและที่ตั้ง
สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีเนื้อที่กว้างใหญ่ไพศาล มีพื้นที่รวมทั้งหมดประมาณ 9,629,091 ตารางกิโลเมตร  ตั้งอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ โดยมีมลรัฐ Alaska อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของแคนาดา และ มีมลรัฐฮาวายอยู่ทางตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิกทางทิศเหนือมีอาณาเขตติดกับประเทศแคนาดา ทิศใต้ติดกับประเทศเม็กซิโกและอ่าวเม็กซิโก ทิศตะวันออกติดกับชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติค และทิศตะวันตกติดกับชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิค สหรัฐอเมริกาประกอบด้วยรัฐต่างๆ 50 รัฐ และ 1 เขตการปกครอง โดยรัฐเหล่านี้จะมีอาณาเขตติดต่อถึงกันทั้งหมด 48 รัฐ มีเพียง 2 รัฐเท่านั้นที่ไม่มีอาณาเขตติดต่อกัน คือ รัฐ Alaska ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศแคนาดา และรัฐ Hawaii ซึ่งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิค เนื่องจากประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่มีความกว้างใหญ่ จึงมีการแบ่งรัฐต่างๆ ออกเป็นเขต 7 เขตดังนี้

  • Northwest States ครอบคลุมรัฐ Washington, Oregon, Idaho
  • Southwest States ครอบคลุมรัฐ California, Nevada, Utah, Arizona
  • North Central States ครอบคลุมรัฐ Montana, Wyoming, Colorado, North Dakota, South Dakota, Nebraska, Kansas, Minnesota, Lowa, Missouri
  • South Central States ครอบคลุมรัฐ New Mexico, Oklahoma, Arkansas, Texas, Louisiana
  • Midwest States ครอบคลุมรัฐ Wisconsin, Illinois, Michigan, Indiana, Ohio, Kentucky
  • Northeast States ครอบคลุมรัฐ New Hampshire, Vermont, New York, Pennsylvania, West Virginia, Virginia, Maine, Massachusetts, Rhode Island, Connecticut, New Jersey, Delaware, Maryland, District of Columbia
  • Southeast States ครอบคลุมรัฐ Tennessee, North Carolina, South Carolina, Mississippi, Alabama, Georgia, Florida
ประชากร
ปัจจุบันสหรัฐอเมริกามีประชากรประมาณ 280 ล้านคน ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากชนชาติต่างๆ ทั่วโลก จนทำให้สหรัฐอเมริกาได้ชื่อว่า“Melting Pot” ซึ่งหมายถึง การเป็นศูนย์รวมของแหล่งวัฒนธรรมที่มีความหลากหลายและหลอมละลายกลายเป็นอเมริกา ประชากรดั้งเดิมของสหรัฐอเมริกา คือ ชาวอินเดียนแดง ส่วนชนกลุ่มแรกที่อพยพเข้ามาสหรัฐอเมริกา คือ ชาวอังกฤษ และชาวเนเธอร์แลนด์ แคลิฟอร์เนีย เป็นรัฐที่มีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นที่สุด รองลงมา คือ นิวยอร์ค ส่วนรัฐฮาวาย เป็นรัฐที่ชาวญี่ปุ่นได้อพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐานมากกว่ารัฐอื่นๆ
ภาษา
สหรัฐอเมริกาไม่มีการกำหนดภาษาประจำชาติ แต่ในทางปฏิบัติภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ใช้กันมากที่สุดในประเทศ ในบางรัฐได้มีการกำหนดภาษาทางการของรัฐ นอกจากนี้ภาษาที่มีใช้กันมากในสหรัฐอเมริกาได้แก่มากกว่าหนึ่งล้านคน ได้แก่ ภาษาสเปน ภาษาจีน ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเวียดนาม และ ภาษาเยอรมัน
ศาสนา
ในสหรัฐอเมริกาไม่มีการกำหนดศาสนาประจำชาติอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตามจากการสำรวจเรื่องศาสนามีประมาณ 76.7% ของชาวอเมริกันนับถือศาสนาคริสต์ (52% นิกายโปรแตสแตนต์ 24.5% นิกายโรมันคาทอลิก และนิกายอื่นอีก 0.2%) โดยที่เหลือ เป็นชาวอเมริกันนับถือศาสนาอื่น หรือไม่นับถือศาสนาใดเลย
การเมืองการปกครอง
สหรัฐอเมริกามีระบบการเมืองแบบประชาธิปไตย โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขสูงสุด มีสภา 2 สภา คือ วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร มีพรรคการเมือง 2 พรรค คือ พรรครีพับลิกัน (Republican) และพรรคเดโมแครต (Democrat) ส่วนพรรคอื่นๆ จะเป็นพรรคขนาดเล็ก การเลือกตั้งประธานาธิบดีจะมีขึ้นทุก 4 ปี โดยประธานาธิบดีอยู่ในตำแหน่งได้คราวละ 4 ปี และเป็นได้ไม่เกิน 2 สมัย สำหรับระบบการปกครองจะเป็นแบบสหพันธรัฐ ซึ่งประกอบด้วยรัฐ 50 รัฐ และ 1 เขตการ ปกครอง โดยแต่ละรัฐจะมีสิทธิในการปกครองตนเอง สมาชิกรัฐสภาและผู้ว่าทุกรัฐจะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยมีกรุงวอชิงตัน ดีซี เป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางการปกครอง
สภาพภูมิอากาศและฤดูกาล
สหรัฐอเมริกามีสภาพภูมิอากาศที่ค่อนข้างหลากหลายและแตกต่างกันไปแต่ละเขต เนื่องจากภูมิประเทศที่กว้างใหญ่โดยทั่วไปแล้วประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีสภาพอากาศค่อนข้างเย็นกว่าประเทศไทยเนื่องจากสหรัฐอเมริกาตั้งอยู่เหนือเส้นศูนย์สูตรทางแถบตะวันออกของประเทศอากาศในช่วงฤดูหนาว และฤดูร้อนจะแตกต่างกันอย่างชัดเจน ส่วนทางด้านชายฝั่งตะวันตกค่อนข้างจะมีฝนตกบ่อย มีหิมะตกพอสมควร ปริมาณแสงแดดก็มีไม่มากนัก ทางตอนกลางของประเทศมีหิมะตกพอสมควรถึงหนักมากแสงแดดค่อนข้างมาก สหรัฐอเมริกามี 4 ฤดูกาล คือ

ฤดู ช่วงเดือน
ฤดูใบไม้ผลิ  มีนาคม-พฤษภาคม
ฤดูร้อน  มิถุนายน – สิงหาคม
ฤดูใบไม้ร่วง  กันยายน – พฤศจิกายน
ฤดูหนาว  ธันวาคม-กุมภาพันธ์
เวลา
ด้วยประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีพื้นที่กว้างมาก จึงมีการแบ่งความต่างของเวลาตามเส้นแบ่งของโลกเป็น 4 เขตเวลา (Time Zone) คือ
Eastern Time Zone(EST) จะมีเวลาช้ากว่าไทย 12 ชั่วโมง
Central Time Zone (CST) จะมีเวลาช้ากว่าไทย 13 ชั่วโมง
Mountain Time Zone (MST) จะมีเวลาช้ากว่าไทย 14 ชั่วโมง
Pacific Time Zone (PST) จะมีเวลาช้ากว่าไทย 15 ชั่วโมง
ในแต่ละ Time Zone จะมีเวลาแตกต่างกัน 1 ชั่วโมง
ระบบเงินตราและอัตราการแลกเปลี่ยน
สหรัฐอเมริกาใช้ระบบสกุลเงินดอลล่าร์ (US$) ซึ่ง US$ 1 = 100 cent โดยธนบัตรจะมีตั้งแต่ใบละ $1, $5, $10, $20, $50 และ $100 สำหรับธนบัตร $20 จะเรียกว่า twenty bucks ส่วนเหรียญจะมีตั้งแต่เหรียญ 1 เซ็นต์ (penny), เหรียญ 5 เซ็นต์ (nickel), เหรียญ 10 เซ็นต์ (dime) และเหรียญ 25 เซ็นต์ (Quarter)
ระบบโทรศัพท์
ในสหรัฐอเมริกามีบริการโทรศัพท์สาธารณะอยู่ทั่วไปทั้งแบบหยอดเหรียญ ใช้บัตรโทรศัพท์ รวมถึงบัตรเครดิต ซึ่งถือได้ว่ามีความสะดวกสบายอย่างมาก นอกจากนี้นักศึกษายังสามารถขอติดตั้งโทรศัพท์ภายในที่พักของตนเองได้อีกด้วย ซึ่งมีขั้นตอนไม่ยุ่งยากเนื่องจากเป็นบริการขั้นพื้นฐานที่   รัฐบาลสหรัฐอเมริกาจัดให้แก่ประชาชน โดยมีองค์กรซึ่งให้บริการอยู่ 2 ประเภท คือ องค์การโทรศัพท์ท้องถิ่น และองค์การโทรศัพท์ทางไกล

  • การโทรศัพท์จากประเทศไทยไปสหรัฐอเมริกาก็สามารถทำได้โดยกด 001 + 1 (รหัสประเทศสหรัฐอเมริกา) + area code +  หมายเลขโทรศัพท์ปลายทาง
  • การโทรศัพท์จากสหรัฐอเมริกากลับมาประเทศไทยทำได้โดยกด 011 + 66 (รหัสประเทศไทย) + 2 (รหัสกรุงเทพ) +หมายเลขโทรศัพท์ปลายทาง

สำหรับค่าบริการทางบริษัทที่นักศึกษาเลือกใช้บริการจะส่งใบแจ้งหนี้ให้แก่นักศึกษาเป็นรายเดือน ซึ่งในใบแจ้งหนี้จะแจ้งให้ทราบถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งแบ่งออกเป็น ค่าบริการขั้นพื้นฐาน ค่าโทรศัพท์ภายในท้องถิ่น ค่าโทรศัพท์ทางไกล ซึ่งนักศึกษาสามารถชำระค่าบริการได้ที่ทำการโทรศัพท์ หรือสั่งจ่ายเป็นเช็คแล้วส่งไปทางไปรษณีย์

นอกจากนี้ยังมีบริการโทรศัพท์ทางไกลผ่านทางอินเตอร์เน็ทซึ่งมีอัตราค่าบริการค่อนข้างถูก และเป็นที่นิยมอย่างมากอีกด้วย โดยอัตราค่าบริการจะขึ้นอยู่กับประเทศที่เราต้องการจะโทรไป แต่มีข้อเสีย คือ ผู้ที่ต้องการใช้บริการในรูปแบบนี้จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ต่างๆ ครบ ซึ่งก็คือ คอมพิวเตอร์ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ทได้ และHead Phone นอกจากนี้คุณภาพของเสียงก็จะเปลี่ยนไปตามประสิทธิภาพของอินเตอร์เน็ทอีกด้วย

ไฟฟ้า
สหรัฐอเมริกามีระบบไฟฟ้าแบบ 115 Volts, 60 Cycles ซึ่งแตกต่างจากประเทศไทย ถ้านักศึกษาต้องการนำเครื่องใช้ไฟฟ้าจากเมืองไทยไปก็จำเป็นต้องหาซื้อเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Adapter) ไปด้วย
น้ำประปา
ระบบน้ำประปาของสหรัฐอเมริกานั้นมีมาตรฐานสูงซึ่งประชาชนสามารถดื่มน้ำประปาจากก๊อกน้ำได้โดยไม่จำเป็นต้องนำน้ำไปต้มแต่อย่างใด
ไปรษณีย์
ที่ทำการไปรษณีย์ในสหรัฐอเมริกาเปิดทำการทุกวันยกเว้นวันอาทิตย์และวันหยุดราชการ โดยมีการให้บริการทั้ง ไปรษณีย์บัตร, ไปรษณีย์ลงทะเบียน, บริการส่งจดหมายทั้งภายในและต่างประเทศ เป็นต้น สำหรับสิ่งสำคัญในการส่งไปรษณีย์ที่นักศึกษาต้องพึงระลึกเสมอ คือ “ต้องกรอกข้อมูลของผู้รับให้ละเอียดและครบถ้วนโดยเฉพาะรหัสไปรษณีย์ต้องไม่ลืมเด็ดขาด” เพราะไม่เช่นนั้นจะทำให้การส่งจดหมายล่าช้าขึ้น

สำหรับอัตราค่าบริการ ถ้าเป็นจดหมายธรรมดาติดแสตมป์ $ 0.34 แต่ถ้าพัสดุมีขนาดใหญ่ขึ้นมาหน่อยอัตราค่าบริการก็ประมาณ 60 เซ็นต์ ถึง 1 เหรียญกว่าๆ ระยะเวลาที่ใช้ในการส่งแบบธรรมดาก็ประมาณ 4-7 วัน

ทำไมต้อง USA ?

มหาวิทยาลัยของสหรัฐอเมริกาเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในเรื่องคุณภาพการสอนและการทำวิจัย สหรัฐอเมริกายังเป็นแหล่งการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดที่นักศึกษาต่างชาติต้องการไปศึกษามากที่สุด ซึ่งเป็นระบบการศึกษาที่หลากหลายและยืดหยุ่นมากที่สุดในโลก ในปัจจุบันนี้ ประมาณร้อยละ 30 ของนักศึกษาต่างชาติทั้งหมดในโลก กำลังศึกษาอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา
ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก ด้วยหลักสูตรที่เป็นเลิศในทุกสาขาวิชา ในระดับปริญญาตรีมีความโดดเด่นอยู่ในตัวเลือกหลักสูตรทั้งวิชาทั่วไปและสาขาวิชาชีพ นักศึกษายังมีโอกาสได้ร่วมงานและเรียนรู้จากนักวิจัยที่ดีที่สุดในโลกในหลักสูตรระดับปริญาโทและปริญญาเอก คุณวุฒิจากมหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นที่ยอมรับทั่วโลกสำหรับความสามารถทางวิชาการ
ระบบการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกามีความหลากหลายสำหรับนักเรียนทุกคน มีการวางโครงสร้างหลักสูตรที่ให้ความสำคัญกับสมดุลระหว่างทฤษฎีเข้มข้น ให้ความสำคัญกับฝึกปฏิบัติงาน และทักษะที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงาน
มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีและเทคนิคทางวิทยาศาสตร์ และมุ่งมั่นที่จะให้ทรัพยากรเดียวกันนี้กับนักศึกษา มุ่งเน้นให้นักศึกษาคุ้นเคยกับความทันสมัยด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และสาขาอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่นักศึกษาจะได้จบออกมามพความพร้อมในการทำงานและทักษะที่เหมาะสมกับการใช้เทคโนโลยีล่าสุด
ในประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้สำเร็จการศึกษาจะได้รับประสบการณ์ที่มีคุณค่าในการทำวิจัยและการเรียนการสอนผ่านหลักสูตรที่มีให้เลือกหลากหลาย หลักสูตรช่วยเหลือเหล่านี้นี้ยังช่วยเหลือนักเรียนด้านทุนการศึกษา ประสบการณ์ในการลงมือปฏิบัติจริงทำให้ได้รับประโยชน์อย่างมากสำหรับอาชีพในอนาคต การสอนและการวิจัย
ระบบการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกามีหลายสาขาให้เลือกในแต่ละหลักสูตร และอนุญาตให้เปลี่ยนวิชาเอกหรือเลือกสาขาได้มากกว่าหนึ่งสาขา นักศึกษาระดับปริญญาตรีสามารถปรับรายวิชาให้เหมาะสมกับอาชีพในฝัน และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาสามารถจัดตารางเรียนของตัวเองเพื่อความสะดวกและเก็บหน่วยกิตให้ได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด
มหาวิทยาลัยของประเทศสหรัฐอเมริกายินดีต้อนรับนักศึกษาต่างชาติเข้าไปศึกษา และมีระบบการช่วยเหลือนักศึกษาในการปรับตัวให้ดำรงชีวิตในสหรัฐอเมริกาได้อย่างสบาย โดยสำนักงานนักศึกษาต่างชาติช่วยนักศึกษาในการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ และความช่วยเหลือจะมีไปตลอดภาคการศึกษาเริ่มจากการจัดปฐมนิเทศ การช่วยเรื่องการเขียนเชิงวิชาการ รวมไปถึงการเขียนประวัติส่วนตัวเมื่อนักศึกษาใกล้จบการศึกษา
มหาวิทยาลัยของประเทศสหรัฐอเมริกานั้นมีทางเลือกด้านวิชาการที่หลากหลาย และยังมีกิจกรรมทางด้านวัฒนธรรมและการกีฬาต่างๆให้เลือกมากมาย ทั้งนี้มหาวิทยาลัยไม่เพียงแต่มุ่งเสริมสร้างประสบการณ์ทางการศึกษาเท่านั้นแต่ยังช่วยสร้างมิตรภาพ พบเพื่อนใหม่ และทำให้นักศึกษาเป็นพลเมืองของโลก
สำหรับตลาดแรงงานนานาชาติแล้ว การศึกษาและประสบการณ์จากมหาวิทยาลัยของประเทศสหรัฐอเมริกามีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับอย่างดีมาก การศึกษาของสหรัฐอเมริกาช่วยสงเสริมการสร้างเป้าหมายอาชีพระยะยาวของนักศึกษา และประสบการณ์ก่อให้เกิดทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ความเชื่อมั่น และทักษะในการทำงานต่างวัฒนธรรม คุณลักษณะเหล่านี้ล้วนเป็นที่ต้องการของนายจ้างทั่วโลก

ที่พักอาศัย

เรื่องที่พักอาศัยนั้น ควรเริ่มศึกษาหาข้อมูล ตั้งแต่ตอนทำการติดต่อ สถานศึกษา โดยศึกษาจาดเอกสารของสถานศึกษาว่า สถานศึกษาที่สนใจนั้น มีหอพักสำหรับนักศึกษาหรือไม่ หากมี ที่พักเป็นอย่างไร หอพักในสถานศึกษา นั้นอาจแตกต่างกันไป ทั้งด้านสภาพที่พัก บริการที่มีให้นักศึกษา และการจัดแบ่ง ประเภทของหอพัก เป็นต้น

เนื่องจากสถานศึกษาบางแห่งมีหอพักจำนวน จำกัด นักศึกษาจึงควรสำรอง ที่พักล่วงหน้า ตั้งแต่ในขั้นตอนการสมัคร โดยทั่วไปในการสำรองที่พักนี้ สถานศึกษามักจะเก็บเงินมัดจำค่าสำรองที่พัก (Deposit Fee) ด้วยที่พักอาศัย ที่กล่าวถึงต่อไปนี้ จะแยกตามประเภทของนักศึกษาคือ

สำหรับนักศึกษาในมหาวิทยาลัย มีทั้งที่เป็น หอพักในสถานศึกษา (On-Campus Housing) และที่พักนอกสถานศึกษา (Off-Campus Housing) 

ที่พักในสถานศึกษา

สถานศึกษาส่วนใหญ่มักจัดที่พักในสถานศึกษา เพื่ออำนวยความสะดวก แก่นักศึกษา ที่พักในสถานศึกษานี้มักมีจำนวนจำกัด จึงควรเริ่มติดต่อ และสำรองห้องพักแต่เนิ่น ๆ โดยการเขียนจดหมายขอรายละเอียดไปยัง Housing Office ของสถานศึกษา สถานที่พักมีหลายประเภทคือ

Dormitory หรือ Residence Hall คือ หอพักสำหรับนักศึกษาที่เป็นโสด หรือไม่ได้นำครอบครัวไปด้วย อาจแบ่งเป็น หอพักหญิง หอพักชาย หรือหอพักรวม (โดยที่แยกนักศึกษาชาย-หญิง ออกเป็นคนละ ห้องหรือคนละชั้น) มีทั้งที่เป็นห้องเดี่ยว ห้องคู่ หรือห้องรวม 4 คน มีห้องน้ำในห้องหรือห้องน้ำรวม บางแห่งอาจมีการจัดเตรียมห้องอาหารให้ด้วย ทั้งนี้แล้วแต่การจัดของสถานศึกษา แต่ละแห่ง

Married Housing เป็นหอพักสำหรับนักศึกษาที่แต่งงานแล้ว และนำครอบครัว ไปด้วย บางแห่งจัดไว้เป็นหมู่บ้านมีทั้งที่เป็น Studio ห้องนอนเดี่ยวหรือคู่ อาจมี เฟอร์นิเจอร์หรือไม่มีก็ได้

Apartment สถานศึกษาบางแห่ง จัดที่พักประเภทนี้ไว้ให้นักศึกษาอยู่ เหมือน Apartment ของเอกชน มักเก็บค่าเช่าแพงกว่าสองแบบที่กล่าวมาข้างต้น การอยู่ Apartment นี้นักศึกษาจะมีอิสระมากกว่าอยู่ใน Dormitory หรือ Residence Hall เช่น มีอิสระในการเข้าออก หรือสามารถทำอาหาร รับประทานเองได้
ที่พักนอกสถานศึกษา

มักเป็นที่พักของเอกชน หรือบ้านเช่าต่าง ๆ นอกสถานศึกษา สถานที่พักเหล่านี้รับบุคคล ทั่วไปเข้าพักได้ โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็น นักศึกษาหรือไม่ การติดต่อหาที่พักนักศึกษา ต้องเป็นผู้หาข้อมูลเองว่ามีที่ใดว่าง สามารถ เข้าพักได้เมื่อใด นักศึกษาอาจปรึกษาเจ้า หน้าที่ Housing Office หรือ ที่ปรึกษานักศึกษาต่างชาติ (Foreign Student Advisor) ของสถานศึกษา ว่าแห่งใดเหมาะแก่การพักอาศัย ทั้งนี้เพราะ ค่าเช่าที่พักเหล่านี้ ตลอดจนที่ตั้ง และสภาพที่พักอาจแตกต่างกันไป ผู้เข้าพักควรได้แวะไปดูสถานที่ก่อนเซ็นสัญญาเข้าพักอีกทั้งควรได้ศึกษา และอ่านสัญญาเช่าบ้านพักให้ละเอียอรอบคอบ เพราะสัญญาเช่าที่พักนั้น ต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร และต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด หากผิดสัญญาอาจถูกฟ้องร้องได้ หอพักเหล่านี้มีหลายประเภทดังนี้

Apartment มีหลายราคา หลายระดับ ตั้งแต่ชนิดที่หรูหรา จนถึงชนิดที่แค่ พออยู่ได้ ราคาค่าเช่าพักนั้นก็ขึ้นอยู่ กับสภาพ และที่ตั้งของ Apartment นั้นเอง โดยทั่วไป Apartment 1 ห้องชุด จะประกอบด้วยห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องครัว และห้องน้ำครบบริบูรณ์ นักศึกษา 2-3 คนมักจะรวมกัน เช่าเพราะ ทำให้นักศึกษาต้องอยู่รวมกัน หากเป็นนักศึกษาไทยทั้งหมด โอกาสที่จะ ได้ฝึกภาษาก็น้อยลง นอกจากนี้ Apartment บางแห่ง อยู่ไกลจากที่เรียน ทำให้เสียเวลาในการเดินทาง บางคนก็เสียเวลากับการปรุงอาหาร เพราะที่พัก ประเภทนี้มักไม่มีโรงอาหาร หรือ Cafeteria

Rooming House คือห้องเช่า ส่วนมากมีลักษณะเป็นบ้าน มีหลายห้อง เจ้าของบ้านจะเป็นผู้กำหนดระเบียบการเช่า การใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่นการเปิด-ปิดเครื่องทำความร้อน (Heater) การใช้ครัวทำอาหาร การนำเพื่อนมาพัก ในโอกาสพิเศษ การใช้ตู้เย็น ห้องน้ำ ฯลฯ Rooming House บางแห่ง มีแต่ผู้เช่าล้วน ๆ ไม่มีเจ้าของบ้านพักอยู่ด้วยก็มี  Family ปัจจุบันการหาครอบครัวเมริกันเข้าพักด้วยค่อนข้างยาก หากมีก็มักจะอยู่ในลักษณะเหมือน Rooming House นั่นคือ เสียเงินค่าเช่า ตามที่ตกลงกัน สำหรับ นักศึกษาที่เดินทางเข้าสหรัฐอเมริกา โดยไม่ได้จองที่พักใด ๆ ไว้เลย หรือหอพักที่จองไว้ยังไม่เปิด อาจพักอยู่ ชั่วคราวกับโรงแรม หรือที่พัก ชั่วคราวที่สถานศึกษาจัดไว้ให้ หรือกับสถานที่ซึ่ง ที่ปรึกษานักศึกษา ต่างชาติ (Foreign Student Advisor) แนะนำ

ที่พักแบบชั่วคราว (Temporary Accommodations)

ที่พักแบบชั่วคราวเหมาะสำหรับนักศึกษา ที่เดินทางท่องเที่ยว ระหว่างช่วงวันหยุด ที่พักลักษณะนี้เรียกว่า Hostel ราคาถูกกว่าโรงแรม ลักษณะห้องพักเป็นแบบ Dormitory แยกเพศหญิง เพศชาย นักศึกษาสามารถเข้าไปค้นหาข้อมูลได้ใน Website: http://www.hiayh.org หรือสามารถโทรหาที่พักชั่วคราว ราคาถูกกว่าราคาโรงแรมจากหมายเลขโทรศัพท์โทรฟรีต่อไปนี้

  • Best Western International
    1-800-528-1234
  • Econo Lodges
    1-800-424-6423
  • Howard Hohnson
    1-800-843-7663
  • Super & Motels
    1-800-843-1991

นอกจากนี้นักศึกษาอาจเลือกหาที่พักแบบ Bed and Breakfast โดยหาข้อมูลจาก Website: http://www.bbonline.com

การใช้ชีวิตอเมริกา

สหรัฐอเมริกามักจะถูกเรียกว่าประเทศของผู้อพยพ เป็นแหล่งรวมของหลากหลายวัฒนธรรม เชื้อชาติ สัญชาติและศาสนา มีพื้นที่กว่า 9 ล้านตารางกิโลเมตรและมีประชากรอาศัยอยู่กว่า 275,000,000 คน วัฒนธรรมอเมริกันจะถือว่าทุกคนเท่าเทียมกันและยึดถือปรัชญาที่ว่าบุคคลทุกคนควรได้รับความนับถือ และโอกาสในชีวิติที่เท่าเทียมกันและควรได้รับการปฏิบัติ อย่างเป็นธรรม

การอยู่ในสหรัฐอเมริกาคุณจะได้สัมผัสถึงความแตกต่างที่หลากหลายของ สภาพภูมิอากาศ ภูมิประเทศ วิถีชีวิตและวัฒนธรรม สิ่งที่คุณต้องทำก็คือเลือกสถานที่ที่เหมาะสมกับความต้องการของคุณมากที่สุด แล้วคุณก็จะได้สัมผัสประสบการณ์ในชีวิตของคุณ

ค่าใช้จ่ายในการศึกษา

ค่าใช้จ่ายของการศึกษาในวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาจะมีความแตกต่างไปตามแต่ละสถาบัน ค่าที่พักอาศัยและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ขึ้นอยูกับเมืองที่คุณเลือกและรูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละคน ค่าเล่าเรียนจะอยู่ระหว่าง 10,000 ถึง 55,000 เหรียญสหรัฐต่อปี ซึ่งเป็นส่วนที่แพงที่สุดของค่าใชัจ่ายระหว่าง การศึกษา

ค่าที่พักอาศัยจะขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคลและเมืองที่อาศัยอยู่ เช่นค่าที่พักภายในมหาวิทยาลัยจะราคาสูงกว่าที่พักนอกมหาวิทยาลัย บางมหาวิทยาลัยจะกำหนดให้นักศึกษาชั้นปีที่หนึ่งต้องพักที่พักในมหาวิทยาลัย

ซึ่งจะทำให้มีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น และยังขึ้นอยูกับการที่นักศึกษาเลือกพักคนเดียวหรือพักร่วมกับนักศึกษาคนอื่น

โดยปกติค่าที่พักจะอยู่ระหว่าง 3,000 ถึง 8,000 เหรียญสหรัฐฯต่อปี หากนักศึกษาต้องการที่จะเช่าอพาร์ทเมนท์ก็จะต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จะต้องรับผิดชอบเพิ่มขึ้นด้วยเช่น ค่าไฟฟ้า ค่าติดตั้งโทรศัพท์ ค่าเฟอร์นิเจอร์ตกแต่ง และค่าเดินทางไปและกลับมหาวิทยาลัย

ค่าใช้จ่ายอื่นๆที่จะต้องเตรียมไว้ด้วยคือค่ากิจกรรมต่างๆของนักศึกษาซึ่งเป็นจำนวนเงินประมานปีละ 200 -300 เหรียญสหรัฐฯ นักศึกษาส่วนใหญ่ยังต้องซื้อตำราเรียน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายอยู่ประมาณปีละ 500 ถึง 1,500 เหรียญสหรัฐฯ ส่วนค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่นๆ เช่น ค่าเสื้อผ้า ค่ากิจกรรมบันเทิงต่างๆ ค่าโทรศัพท์ ค่าเดินทาง ค่าอุปโภคบริโภค ก็จะต้องคำนวนเผื่อไว้เช่นกัน

ตัวอย่างการค่าใช้จ่ายระหว่างการศึกษาในสหรัฐอเมริกา

ค่าใช้จ่าย เหรียญสหรัฐฯ (ต่อปี) *
ค่าเล่าเรียน $ 10,000 – $ 55,000
ค่าที่พักอาศัย $ 3,000 – $ 8,000
ค่าของอุปโภคบริโภค $ 250
ค่าหนังสือ $ 500 – $ 1,500
ค่าประกันสุขภาพ $ 700 – $ 1,000
ค่าใช้จ่ายอื่นๆ
(ค่าเดินทาง ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์)
$ 500

* ค่าใช้จ่ายข้างต้นเป็นค่าใช้จ่ายประมาณการณ์ ใช้สำหรับเป็นแนวทางการคำนวนเท่านั้น

ระบบการศึกษาของสหรัฐอเมริกา

การศึกษาในสหรัฐอเมริกาถือว่าเป็นทางเลือกที่นักศึกษาต่างชาติเลือกที่จะไปศึกษาต่อเป็นจำนวนมากในแต่ละปี

อุดมศึกษาในสหรัฐอเมริกา (Higher Education)

การศึกษาระดับอุดมศึกษาในสหรัฐอเมริกาหมายถึงการศึกษาที่เป็นรูปแบบทั้งหมดที่สูงกว่ามัธยมศึกษา ซึ่งจะครอบคลุมถึงการศึกษาระดับปริญญาตรีและสูงกว่าปริญญาตรี รวมทั้งอาชีวศึกษาและการฝึกอบรม สถาบันที่เปิดสอนหลักสูตรเหล่านี้ได้แก่ วิทยาลัย และมหาวิทยาลัย สำหรับนักเรียนต่างชาติที่มองหาโอกาสทางการศึกษาระดับอุดมศึกษาในสหรัฐอเมริกานั้น สหรัฐอเมริกาได้แบ่งระดับการศึกษาของอุดมศึกษาดังต่อไปนี้

  • ระดับอนุปริญญา
  • ระดับปริญญาตรี
  • ระดับบัณฑิตศึกษา(ปริญญาโทและปริญญาเอก)

 

ประเภทของคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา

อนุปริญญา

การศึกษาระดับอนุปริญญาเป็นหลักสูตรคุณวุฒิสองปี รับผู้ที่สำร็จมัธยมศึกษา (year 12) เข้าศึกษา จะเปิดสอนในวิทยาลัยทั้งภาครัฐและเอกชน และวิทยาลัยชุมชน หลักสูตรจะมีความหลากหลาย เช่น สาขาศิลปศาสตร์ การบัญชี ธุรกิจ การถ่ายภาพ การออกแบบภายใน และอื่นๆ ซึ่งได้มีการออกแบบหลักสูตรให้สามารถโอนหน่วยกิตไปศึกษาต่อในหลักสูตรปริญญาตรี 4 ปีได้ วิทยาลัยระบบ 2 ปีส่วนใหญ่นั้นจะมีข้อตกลงความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาระบบ 4 ปี

ปริญญาตรี

การศึกษาระดับปริญญาตรีเป็นหลักสูตรที่มีระยะเวลาในการศึกษา 4 ปี รับผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษา (year 12) และรับพิจารณาผู้จบอนุปริญญา 2 ปีเข้าศึกษาต่อเนื่องอีก 2 ปีด้วย หลักสูตรปริญญาตรีเปิดสอนในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยทั้งภาครัฐและเอกชน หลักสูตรจะมีความยืดหยุ่นค่อนข้างมากในระหว่างกลุ่มวิชา ซึ่งทำให้นักเรียนมีตัวเลือกที่หลากหลายในการเรียนปีที่ 1 และ 2 ของภาคปกติ

บัณฑิตศึกษา (ปริญญาโทและปริญญาเอก)

การศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาจะเป็นหลักสูตรสำหรับผู้ที่จบปริญญาตรี หรือปริญญาโทแล้ว หลักสูตรปริญญาโทและปริญญาเอกโดยทั่วไปจะเปิดสอนในมหาวิทยาลัยและสถาบันการวิจัย หลักสูตรสามารถเป็นได้ทั้งการทำวิจัย การเข้าชั้นเรียนหรืออาจเป็นการผสมผสานระหว่างสองรูปแบบ โดยทั่วไปหลักสูตรปริญญาโทภาคปกติจะมีระยะเวลา 1 หรือ 2 ปี

นักศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อระดับสูงขึ้นในสาขาวิชาเฉพาะสามารถศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก (Ph.D.) หรือที่เรียกว่าปริญญาดุษฎีบัณฑิต สามารถศึกษาจบได้ภายในระยะเวลา 3 ถึง 5 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ สาขาวิชา งานวิจัย วิทยานิพนธ์ และความสามารถของผู้เรียนเอง ปริญญาเอกหรือปริญญาดุษฎีบัณฑิต เป็นวุฒิการศึกษาสูงสุดในทางวิชาการ และยังมีปริญญาเอกเฉพาะสายอาชีพอื่นๆ อีกเช่น ครุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต (Ed.D.) บริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต (DBA) แพทย์ศาสตร์บัณฑิต (MD)

 

ข้อกำหนดใน การรับเข้าเรียน

ข้อมูลเกี่ยวกับเงื่อนไขในการรับเข้าเรียนอาจมีความแตกต่างไปตามหลักสูตรและสถาบัน ต่อไปนี้เป็นข้อมูลตัวอย่าง นักศึกษาควรตรวจสอบข้อมูลของหลักสูตรและสถาบันที่ต้องการสมัคร

วิทยาลัย

วิทยาลัย ส่วนใหญ่ต้องการรับนักศึกษาที่มีเกรดเฉลี่ย 2.0 ขึ้นไป และคะแนน TOEFL 500 หรือ IELTS 6.0 ขึ้นไป

มหาวิทยาลัย

สถาบันส่วนใหญ่ต้องการนักศึกษาที่มีเกรดเฉลี่ย 2.5 ขึ้นไป และ TOEFL 500 หรือ IELTS 6.0 ขึ้นไป สำหรับระดับปริญญาตรี ส่วนปริญญาโท และปริญญาเอกส่วนใหญ่จะพิจารณาเกรดเฉลี่ย 3.0 ขึ้นไป และคะแนน TOEFL ไม่ต่ำกว่า 500หรือ IELTS 6.0 ขึ้นไป ผู้ที่จะสมัครหลักสูตร MBA อาจต้องใช้คะแนน GMAT ประกอบด้วย ส่วนนักศึกษาที่สมัครปริญญาโทและเอกในสาขาอื่นๆ ส่วนใหญ่จะต้องสอบ GRE (Graduate Record Examination)

ปีการศึกษา

ในสหรัฐอเมริกาปีการศึกษา (Academic Year) จะเริ่ม ประมาณเดือนกันยายนถึงพฤษภาคม ซึ่งมีการกำหนดภาคเรียนแตกต่างกันออกไปดังนี้

1. ระบบ Semester เป็นระบบที่นิยมใช้กันมากที่สุด โดยในระยะเวลาหนึ่งปีจะประกอบด้วย 2 ภาคการศึกษาและ 1-2 Summer Sessions แต่ละภาคการศึกษายาวประมาณ 16 สัปดาห์ แบ่งออกเป็น

– Fall Semester เปิด ประมาณปลายสิงหาคม ถึงกลางธันวาคม
– Spring Semester เปิด ประมาณต้นมกราคม ถึงเมษายน
– Summer Session เปิดประมาณกลางพฤษภาคม ถึงสิงหาคม (อาจมีการแบ่งครึ่ง Summer Session เป็น 2 ช่วงสั้นๆ)

2. ระบบ Quarter ในหนึ่งปีแบ่งออกเป็น 4 ภาคการศึกษา แต่ละภาคการศึกษาใช้เวลาเรียนประมาณ 10 สัปดาห์ ดังนี้

– Fall Quarter เปิดประมาณกลางกันยายน ถึงธันวาคม
– Winter Quarter เปิดประมาณมกราคม ถึงกลางมีนาคม
– Spring Quarter เปิดประมาณต้นเมษายนถึงกลางมิถุนายน
– Summer Quarter เปิดประมาณกลางมิถุนายนถึง สิงหาคม

3. ระบบ Trimester จะมีการแบ่งการศึกษาออกเป็น 3 ภาคใน 1 ปีการศึกษาดังนี้

– First Trimester เปิดประมาณกันยายน ถึงธันวาคม
– Second Trimester เปิดประมาณมกราคม ถึง เมษายน
– Third Trimester เปิดประมาณพฤษภาคม ถึงสิงหาคม

4. ระบบ 4-1-4 เป็นระบบใหม่ที่เริ่มใช้ในสถานศึกษาของสหรัฐอเมริกาประมาณร้อยละ 8 โดยแบ่งปีการศึกษาออกเป็น 2 ภาคใหญ่ คั่นกลางด้วยภาคเรียนสั้นๆ ที่เรียกว่า Interim เพื่อให้นักศึกษาไปทำการค้นคว้าด้วยตนเอง หรือออกภาคปฎิบัติ(Field Trip) แบ่งภาคเรียน ดังนี้

– Fall Semester เปิดประมาณปลายสิงหาคม ถึงธันวาคม
– Interim เปิดประมาณเดือนมกราคม (1 เดือน)
– Spring Semester เปิดประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ถึงพฤษภาคม